Golden Fourth Estated 2016
Free Public News Services Agency

View Total
18,321,133

Home / ทรรศนะ ความคิดเห็น / รัชกาลที่ 9
พระอัจฉริยภาพ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ โดย วรากรณ์ สามโกเศศ
พระอัจฉริยภาพ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ โดย วรากรณ์ สามโกเศศ
Last updated: 14 พฤศจิกายน 2560 | 12:11
เดือนตุลาคม พ.ศ.2453 เมื่อ 107 ปีก่อน กับเดือนตุลาคม 2559 จะอยู่ในความทรงใจของคนไทยไปตราบนานเท่านาน การสวรรคตของสมเด็จพระปิยะมหาราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นสองเหตุการณ์ของ 4-5 ชั่วคนที่นำความโศกเศร้าอย่างยิ่งมาสู่ปวงชนชาวไทย

ทั้งสองพระองค์ทรงครองราชย์รวมกัน 112 ปี ในช่วงเวลา 235 ปีของราชวงศ์จักรี อย่างไรก็ดี ในการสูญเสียที่เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตแต่ละคนสูญหายไปด้วยนี้มีสิ่งชวนให้ใคร่ครวญอยู่

 

 

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามคือพระปฐมบรมราชโองการเนื่องในพระราชพิธีบรมราชภิเษก กาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทรงทำตามที่ทรงสัญญาไว้ ทุกประการตลอดเวลา 70 ปีของการครองราชย์ของพระองค์

 

คนไทยร้องไห้เสียใจ รู้สึกใจหาย และอ้างว้าง คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเมื่อเราตั้งสติได้แล้ว เราจะช่วยทำให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสอนและทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างนั้นมีคนนำไปคิดและปฎิบัติตามจนเกิดเป็นมรรคผลขึ้นสืบต่อไปในอนาคตได้อย่างไร อย่าลืมว่าไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นได้นอกจากพวกเราคนไทยด้วยกันเอง

 

ผู้เขียนขอเสนอเรื่องหนึ่งที่ทุกคนไม่ว่าจะสูงวัย หรืออยู่ในลักษณะใดก็ตาม สามารถร่วมกันสร้างสรรค์สังคมของเราได้ตามแนวพระราชดำริเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาซึ่งสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพ พระวิริยอุตสาหะ และพระราชปณิธาน ที่จะขจัดปัญหาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย

ถึงแม้แนวคิดนี้จะเกี่ยวพันกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ในชนบทเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับความเข้าใจผิดของเยาวชนเราในปัจจุบัน ผู้เขียนขออนุญาตยกมาสัก 3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

 

เรื่องแรกผม (หนู) ก็เป็นคนดีในบางเรื่อง และเลวในบางเรื่องเหมือนคนทั่วไปความเข้าใจนี้มีอยู่ดาษดื่นในหมู่เยาวชนไทยจนมีการทำความผิดร้ายแรงต่อสังคม แต่เขาเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเรื่องดีอื่นๆ เขาก็ทำอยู่ด้วย มันก็หักกลบลบกันไปเป็นเรื่องปกติ

 

การตีความว่าอะไรดีอะไรเลวมากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องน่ากลัวเพราะมันอยู่ที่คนตีความ และยิ่งเชื่อว่าดีกับเลวสามารถหักลบกันได้แล้ว ชีวิตจะยุ่งอย่างแน่นอน ความจริงของชีวิตก็คือเมื่อเกิดเป็นมนุษย์และอยากอยู่อย่างไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใครและตนเองก็ไม่เดือดร้อน อีกทั้งมีความเจริญด้วยแล้วต้องเป็นคนดีอย่างเดียว มีธรรมะประจำใจ โดยดีกับเลวนั้นเหมือนบุญกับบาปคือหักลบกันไม่ได้

การที่บอกว่าดีบ้างเลวบ้างนั้น ผู้ใหญ่หมายความว่าเลวในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคุณธรรม เช่น ขี้รำคาญ ขี้อิจฉา ขับรถขาดมารยาท ชอบขัดคอคน ขัดใจพ่อแม่ ฯลฯ แต่เป็นคนดีโดยพื้นฐาน มิได้หมายความว่าเมื่อทำบุญแล้วก็คดโกงเอาเปรียบคนอื่นได้ หรือรับใช้ชาติและปล้นชาติในเวลาเดียวกันได้

 

การจะเข้าใจเรื่องนี้ได้นั้นเยาวชนต้องเข้าใจความหมายของประโยคข้างต้นเข้าถึงความจริงของชีวิต รู้ว่าการทำความดีนั้นเป็นเกราะกำบังตนเองจากสารพัดกระสุนและความเจ็บปวดกังวลใจ จากนั้นก็รู้การพัฒนาคือพัฒนาตนเอง แก้ไขความเข้าใจประโยคดังกล่าวอย่างผิดๆ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองเสีย

 

พวกเราผู้ใหญ่ที่เห็นชีวิตมามากกว่าต้องช่วยกันในทุกโอกาส ให้เยาวชนเข้าใจความถูกต้องว่าบุญกับบาปนั้นหักกลบลบกันไม่ได้ฉันใด ความดีกับความเลวก็หักลบกันไม่ได้ฉันนั้น

 

เรื่องสองความเหลื่อมล้ำในสังคมต้องแก้ไขด้วยอำนาจและความฉับพลันมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่เมื่อรับรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยแล้วของขึ้นอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทันควันด้วยกำลัง ความต้องการอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอันบริสุทธิ์นี้แท้จริงแล้วเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะแสดงว่าสนใจอยากแก้ไขปัญหาของชาติ พวกเราผู้ใหญ่ต้องช่วยกันอธิบายว่ามันมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศของเรา มันเกิดขึ้นในทุกสังคม มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ประเด็นอยู่ที่ว่าโมเมนตัมของมันไปในทิศทางใด และมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นต้นเหตุของสารพัดปัญหาอย่างจริงใจหรือไม่ อีกทั้งกำลังเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมมากน้อยเพียงใด

 

ความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เป็นผลพวงจากความเหลื่อมล้ำในด้านรายได้และความมั่งคั่งซึ่งมีมาแต่โบราณ และจะมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการแทรกแซงด้วยมาตรการที่เหมาะสม (หนังสือ The Anatomy of Inequality (2016) โดย Per Molander และ The Economics of Inequality (2015) โดย Thomas Piketty เป็นหนังสือ 2 เล่ม ที่ปลุกความสนใจเรื่องนี้ได้ดียิ่ง) ทั้งหมดนี้ใช้เวลาและต้องใช้ความมุ่งมั่นทั้งทางการเมืองและสังคมโดยใช้นโยบายเศรษฐกิจและสังคม

การเข้าใจธรรมชาติของความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งเข้าถึงสาเหตุที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำดำรงอยู่ของเยาวชนจะทำให้เกิดการพัฒนากล่าวคือแปรเปลี่ยนความเร่าร้อนอันบริสุทธิ์ใจให้เป็นพลังร่วมกันแก้ไขปัญหาสืบต่อไปข้างหน้า

 

เรื่องสามเราไม่ต้องเรียนภาษาต่างประเทศกันอีกต่อไปแล้ว เมื่อมีเครื่องมือแปลอันเลิศเช่นนี้เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัวหูฟังไร้สายที่มีชื่อว่า Pixel Buds ซึ่งสามารถแปลภาษาต่างๆ ที่สื่อสารถึงกันได้ทันทีทั้งสองทาง ในขั้นต้นนั้นครอบคลุม 42 ภาษา (มีภาษาไทยอยู่ด้วย)

เครื่องมืออัศจรรย์นี้ทำให้คนจำนวนมากคิดว่า จากนี้ไปไม่ต้องเรียนภาษาต่างประเทศให้ปวดหัวกันแล้ว เยาวชนจำนวนมากอาจละทิ้งความบากบั่นเล่าเรียนภาษาเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ จนอาจสร้างความเสียหายได้มากในสังคมที่มีผู้คนเบาปัญญาอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

 

สถานการณ์นี้ก็คล้ายกับว่าเมื่อมีเครื่องคิดเลขแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเรียนบวกลบคูณหารเลขอีกต่อไป แค่จิ้มแป้นเป็นก็ได้ตัวเลขแล้ว ที่อยากถามก็คือ เมื่อมีคอมพิวเตอร์และเครื่องคิดเลขมานับ 50-60 ปีแล้ว เหตุใดมนุษย์จึงไม่เลิกเรียนคณิตศาสตร์

คำถามที่ท้าทายให้เยาวชนคิดก็คือ ถ้าไม่ได้เรียนภาษาต่างประเทศ และหากไม่มีเครื่องมือนี้ หรือเสีย หรือแบตเตอรี่หมด จะทำอย่างไร? จะเข้าใจป้ายจราจร ป้ายร้านค้า ป้ายประกาศซึ่งเป็นภาษาต่างประเทศอยู่ริมถนนได้อย่างไร? ภาษามิได้มีแค่ฟัง ยังมีเขียนและอ่านอีก ถ้าไม่เรียนภาษาแล้วจะสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างสมบูณ์และมีประสิทธิภาพอย่างไร?

 

การเข้าใจ” “เข้าถึงของเยาวชนผ่านการตอบคำถามเหล่านี้ จะทำให้เข้าใจว่าการพัฒนาตนเองที่ต้องตามมาคืออะไร หน้าที่ของพวกเราคือการชี้แจงว่าการเรียนภาษายิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคอมพิวเตอร์แปลถูกในทุกบริบท การเข้าใจภาษาต่างประเทศจะช่วยทำให้การใช้เครื่องมือเช่นว่านี้มีประโยชน์ยิ่งขึ้น จะไม่มีวันที่อุปกรณ์หรือเครื่องมือใดๆ มาทดแทนมนุษย์ได้ ตราบที่มนุษย์ยังคงมีจิตใจที่เป็นมนุษย์

First posted: 14 พฤศจิกายน 2560 | 12:11
Source :
  • คอลัมน์ ?อาหารสมอง? นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 31 ต.ค. 2560