Golden Fourth Estated 2016
Free Public News Services Agency

View Total
18,320,696

Home / คอลัมนิสต์ / คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า
คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า โดย ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์
คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า โดย ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์
ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์
Last updated: 14 ตุลาคม 2560 | 00:11
ประเด็นของอธิการบดีที่น่าศึกษาคือ อธิการบดีปฏิบัติตามมติของที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการการศึกษา(ทคอ.)ที่ยืนยันว่าการแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์มิชอบขัดต่อระเบียบมีความผิดทั้งๆที่อธิการบดีใช้อำนาจตามระเบียบของราชการมิได้ใช้อำนาจโดยพลการ ด้วยความเคารพต่อศาล แต่จำเลยทั้ง 2ยังสามารถใช้สิทธ์ในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไปได้ โดยอธิการบดีเชื่อมั่นว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะยืนยันความบริสุทธ์ได้ในชั้นอุทธรณ์

....ผมหายหน้าไปนาน เนื่องจากไปทำหน้าที่เป็นรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำให้มีภารกิจยุ่งมาก แต่ 2วันมานี้มีเรื่องสะเทือนใจมากที่ศาลคดีทุจริตฯตัดสิน”รอกำหนดโทษ”3ปี พร้อมกับศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติคณบดีคณะนิติศาสตร์

 

คดีที่นศ.คณะนิติศาสตร์คนหนึ่งฟ้องว่าคณะนิติศาสตร์ยกเลิกการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษามิชอบ ความจริงอธิการบดีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรโดยตรง เพียงแต่ได้รับหนังสืออุทธรณ์จากนักศึกษาจึงส่งให้ที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการ(ทคอ.)การศึกษา ซึ่งมีรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเป็นประธานเป็นผู้ตรวจสอบและที่ประชุม ทคอ.การศึกษาตรวจสอบแล้วรายงานว่า การแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและประกาศกระทรวงศึกษาข้อ7.5 ที่ห้ามไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์

 

ดังนั้นการที่คณบดีคณะนิติศาสตร์สั่งยกเลิกกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ที่มีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นประธานจึงชอบแล้ว อธิการบดีจึงแจ้งให้นักศึกษาทราบและให้คณะนิติศาสตร์ดำเนินการตามระเบียบซึ่งคณะนิติศาสตร์ได้ประกาศแต่งตั้งกรรมการสอบชุดใหม่แต่นักศึกษาไม่เข้าสู่กระบวนการใหม่และทำการฟ้องร้องทั้งอธิการบดีกรรมการ ทคอ.การศึกษาและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดประมาณ 20 คน และศาลตัดสินว่าอธิการบดีและคณบดีมีความผิดให้”รอกำหนดโทษ3ปี” (หมายความว่ายังไม่ได้ลงโทษ) และให้ยกคำร้องกรรมการ ทคอ.และคนอื่นๆทั้งหมด 

 

ที่ว่าสะเทือนใจเพราะในชีวิตความเป็นครูมาตลอดชีวิตเคยได้โล่ห์การสอนดีเด่นมุ่งมั่นแต่จะทำเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาและรักษาประโยชน์ของนักศึกษามาโดยตลอดถ้านักศึกษาทำถูกต้อง แต่เรื่องนี้ผมไม่เคยรู้จักนักศึกษาเห็นหน้าครั้งแรกก็วันฟังคำตัดสิน และคณะนิติศาสตร์ก็เป็นคณะที่ผมจัดตั้งขึ้นมาเอง จึงไม่มีเหตุใดที่ผมจะกลั่นแกล้งไม่ให้นักศึกษาจบ เมื่อตอนที่เขาร้องเรียนผมให้เลขาเขิญเขามาพบเพื่อปรึกษาหาทางแก้ไขแต่เขาไม่ยอมมาพบแต่เลือกที่จะฟ้อง


ยังงงยู่เหมือนกันว่าศาลตัดสินยกฟ้องกรรมการ ทคอ.ทั้งหมดบอกว่า ไม่มีความผิดซึ่งก็เหมาะสมแล้ว แต่ตัดสินให้ผมมีความผิดทั้งๆที่ผมเพียงแค่ดำเนินการตามมติของที่ประชุม ทคอ.เท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากนั้น แต่ด้วยความเคารพต่อศาลเราก็ต้องรับชะตากรรมต่อไป


อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการตัดสินของศาลชั้นต้น ผมยังสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์เพื่อความยุติธรรมต่อไปได้ ซึ่งมั่นใจว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะพิสูจน์ความบริสุทธ์ของตัวเองได้


ตามกระบวนการยุติธรรมถึงแม้เราจะต่อสู้ได้ถึงชั้นศาลฎีกาแต่ความเสียหายจากการตัดสินของศาลชั้นต้นก็มากเกินกว่าที่จะประมาณ แต่ชีวิตก็ต้องสู้กันต่อไป และไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนความตั้งใจของผมที่จะทุ่มเทให้กับการศึกษาและลูกศิษย์


ผมจะพยายามสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อนมิตรและบรรดาศิษย์ที่ห่วงใยได้ทราบข้อเท็จจริงดังนี้

 

คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า

มูลแห่งคดี

๑. รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ (ในขณะนั้น) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา (คำสั่งที่ ๑๐/๒๕๕๕) และออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์และป้องกันวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้น (คำสั่งที่ ๑๑/๒๕๕๕) ทั้งที่รู้ว่า ตนไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าว ซึ่งคำสั่งที่11/2555 เป็นการกระทำซึ่งขัดกับข้อ ๒๙ ของข้อบังคับสถาบันว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และขัดกับข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งห้ามไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาหรือที่ปรึกษาร่วมเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เพราะจะทำให้การสอบไม่โปร่งใส และรองคณบดีผู้นั้นยังได้ออกหนังสือเชิญกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ฯ (๓ ฉบับ) ซึ่งหนังสือทั้งหมดได้อ้างข้อความอันเป็นเท็จ โดยกล่าวอ้างถึง “คณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์” ซึ่งไม่เคยมีการประชุมในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

 

การดำเนินการโดยลำพังของรองคณบดีฝ่ายวิชาการเป็นการดำเนินการที่คณบดีคณะนิติศาสตร์ (ศาสตราจารย์ บรรเจิด สิงคะเนติ) มิได้ทราบเรื่องแต่อย่างใด จนนำไปสู่การสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้น ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

 

๒.คณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อทราบเรื่องการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ในวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕ จึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งกรรมการบุคคลภายนอก ว่าคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์อาจมีข้อบกพร่อง ขอให้ชะลอการสอบวิทยานิพนธ์ออกไปก่อน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถยุติการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้นได้ คณะนิติศาสตร์จึงได้ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการในเรื่องนี้ทั้งหมด และได้เชิญนักศึกษาให้มารับทราบเกี่ยวกับขั้นตอนการแต่งตั้งกรรมการสอบเค้าโครงและสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ แต่นักศึกษาปฏิเสธการเข้าร่วมฟังการชี้แจงของคณะนิติศาสตร์ ภายหลังจากการสอบวิทยานิพนธ์แล้ว

 

นักศึกษาผู้นั้นได้ทำหนังสือเพื่อให้ทางคณะดำเนินการเรื่องการจบการศึกษา คณะนิติศาสตร์เห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ยังมีปัญหาหลายเรื่อง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง เห็นควรให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว คณะนิติศาสตร์จึงได้มีคำสั่งที่ ๑๖/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ในการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้เชิญรองคณบดีฝ่ายวิชาการ (ขณะนั้นได้ลาออกแล้ว) มาให้ถ้อยคำในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่รองคณบดีผู้นั้นไม่ยอมมาให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการสอบสวน ท้ายที่สุดคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้สรุปความเห็น ดังนี้

 

(๑) คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๐/๒๕๕๕ ซึ่งลงนามโดย รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ ปฏิบัติราชการแทนคณบดีคณะนิติศาสตร์ เป็นการลงนามโดยไม่ชอบ

 

(๒) คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๑/๒๕๕๕ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและป้องกันวิทยานิพนธ์ ซึ่งลงนามโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ เป็นการลงนามโดยไม่ชอบและเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อ ๒๙ แห่งข้อบังคับสถาบัน ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และขัดกับข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอาจเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ แต่ต้องไม่เป็นประธานกรรมการ และต้องสอบวิทยานิพนธ์ด้วยทุกครั้ง”

 

๓. หลังจากที่คณะนิติศาสตร์ได้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้นักศึกษาทราบ แต่นักศึกษาผู้นั้นได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังอธิการบดี ซึ่งอธิการบดีได้เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการ (ทคอ.) การศึกษา โดยที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า “คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๑/๒๕๕๕ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและป้องกันวิทยานิพนธ์ ลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕ นั้นไม่ถูกต้องตามข้อ ๒๙ ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอาจเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ แต่ต้องไม่เป็นประธานกรรมการ และต้องสอบวิทยานิพนธ์ด้วยทุกครั้ง” ทคอ.การศึกษาได้รายงานมติดังกล่าวให้อธิการบดีทราบ อธิการบดีจึงได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้นักศึกษาทราบ และมีหนังสือถึงคณะนิติศาสตร์เพื่อทราบและให้คณะนิติศาสตร์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบต่อไป

 

การดำเนินการของอธิการบดีจึงเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการ 

 

๔. คณะนิติศาสตร์ได้นำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ทราบผลการพิจารณาของ ทคอ.การศึกษาในกรณีของนักศึกษาผู้นั้น และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ จึงได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์นักศึกษาผู้นั้นใหม่ และได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบกำหนดวันสอบวิทยานิพนธ์ แต่นักศึกษาผู้นั้นได้ทำหนังสือแจ้งเรื่องการไม่เข้าสอบให้คณะนิติศาสตร์ทราบ และได้นำเรื่องดังกล่าวฟ้องคดีนี้

 

๕.นักศึกษาผู้นั้นได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลอาญาในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยฟ้องจำเลย ๗ คน เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.๔๑๓๗/๒๕๕๕ ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วไม่รับฟ้อง ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ จำเลยที่ ๒ เนื่องจากเห็นว่า ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นอธิการบดี (ในขณะนั้น) มีหน้าที่บริหารงานและกำกับดูแลคณะ/สำนักและหน่วยงานทั้งหมดของสถาบัน เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินงานของคณะนิติศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับอธิการบดี จึงไม่รับฟ้อง

 

นักศึกษาผู้นั้นได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญาต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วก็มีคำสั่งไม่รับฟ้องเช่นกัน นักศึกษาผู้นั้นได้ฎีกาต่อศาลฎีกาให้รับฟ้องศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ในช่วงระหว่างฎีกาได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางขึ้น จึงได้โอนคดีมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

 

๖. ในระหว่างนั้นนักศึกษาผู้นั้นได้ฟ้อง ทคอ.การศึกษา ผู้บริหารคณะนิติศาสตร์ กรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายและการจัดการ และกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เป็นจำเลยทั้งหมด ๒๐ คน เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.๒๗๐๖/๒๕๕๗ ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลางขึ้น จึงได้โอนคดีนี้มาที่ศาลอาญาคดีทุจริต และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้รับฟ้องโดยให้รวมคดีทั้ง ๒ เข้าด้วยกัน 

 

๗. เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ ศาลได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ (ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์) กับจำเลยที่ ๓ (ศาสตราจารย์ บรรเจิด สิงคะเนติ) มีความผิด”ให้รอการกำหนดโทษเป็นระยะเวลา ๓ ปี “ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

 

ประเด็นของอธิการบดีที่น่าศึกษาคือ อธิการบดีปฏิบัติตามมติของที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการการศึกษา(ทคอ.)ที่ยืนยันว่าการแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์มิชอบขัดต่อระเบียบมีความผิดทั้งๆที่อธิการบดีใช้อำนาจตามระเบียบของราชการมิได้ใช้อำนาจโดยพลการ

 

ด้วยความเคารพต่อศาล แต่จำเลยทั้ง 2ยังสามารถใช้สิทธ์ในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไปได้ โดยอธิการบดีเชื่อมั่นว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะยืนยันความบริสุทธ์ได้ในชั้นอุทธรณ์

First posted: 13 ตุลาคม 2560 | 21:30
Author : ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์