Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / เศรษฐกิจ / ปตท., รสนา โตสิตระกูล , แจงปมมูลนิธิผู้บริโภคร้องศาลอาญาทุจริตกรณีการแบ่งแยกทรัพย์สิน
ปตท. vs. อดีต สว.รสนา โตสิตระกูล แจงปมมูลนิธิผู้บริโภคร้องศาลอาญาทุจริตกรณีการแบ่งแยกทรัพย์สิน ปตท.
ปตท. vs. อดีต สว.รสนา โตสิตระกูล แจงปมมูลนิธิผู้บริโภคร้องศาลอาญาทุจริตกรณีการแบ่งแยกทรัพย์สิน ปตท.
รสนา โตสิตระกูล vs. ปตท.แจงปมมูลนิธิผู้บริโภคร้องศาลอาญาทุจริตกรณีการแบ่งแยกทรัพย์สิน
Last updated: 14 มิถุนายน 2561 | 15:01
ปตท.แจงปมมูลนิธิผู้บริโภคร้องศาลอาญาทุจริตกรณีการแบ่งแยกทรัพย์สิน โดยอ้างได้ส่งมอบทรัพย์สินแก่กระทรวงการคลังแล้ว แต่ความจริงที่อดีต สว.รสนา โตสิตระกูลโต้แย้งว่าตลอด10ปี ที่ภาคประชาชนได้ฟ้องคดีว่ามีการคืนทรัพย์สินแผ่นดินไม่ครบถ้วนและความเสียหายค้างคาไม่ได้รับการจัดการ ล่าสุดมูลนิธิผู้บริโภคจึงมีมติทำหน้าที่ทวงคืนโดยยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่จะตัดสินว่ารับหรือไม่รับคดีวันที่ 19 มิถุนายนนี้

14 มิถุนายน 2561 -นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิกกรุงเทพและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(พลังงาน) ได้ชี้แจงข้อกล่าวอ้างของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนนี้ที่ระบุว่า “ตามที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้แถลงข่าวว่าได้ดำเนินการยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าประพฤติมิชอบในการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 โดยศาลได้นัดฟังคำตัดสินว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2561 นั้น

จากข้อเท็จจริงที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแถลงข่าว ปตท. ขอเรียนว่า กรณีเดียวกันนี้ น.ส.รสนา โตสิตระกูล และนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ได้เคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์คดี ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 ยืนตามคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด

ทั้งนี้ ปตท. ขอเรียนยืนยันว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลฯ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลปกครองได้มีคำสั่งยืนยันในเรื่องดังกล่าวหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี 2551 – 2559

เกี่ยวกับปมปัญหาเรื่องนี้ นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิกกรุงเทพและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(พลังงาน) ได้ชี้แจงข้อกล่าวอ้างของ ปตท.ข้างต้นไว้ในหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้ว่า

ปตท.ออกคำแถลงกรณีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและพนักงานรัฐวิสาหกิจต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางว่า กรณีเดียวกันนี้ น.ส.รสนา โตสิตระกูล และนางสาวบุญยืน ศิริธรรม ได้เคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งศาลได้ยกคำร้องไปแล้วปตท.เลยอ้างว่า คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วและตีขลุมเลยว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลปกครองได้มีคำสั่งยืนยันในเรื่องดังกล่าวหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี 25512559

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ยกคำร้องของดิฉันและคุณบุญยืน เป็นการยกคำร้องเพราะศาลอาญาคดีทุจริตฯตัดสินว่าผู้ฟ้องคดีในฐานะบุคคลคนหนึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากการทุจริตและประพฤติมิชอบของหน่วยงานรัฐ ความเสียหายจากการทุจริตและการประพฤติมิชอบดังกล่าวถือเป็นความเสียหายต่อรัฐ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ดำเนินการฟ้องร้องเอง แต่เมื่อรัฐบาลไม่ดำเนินการ ความเสียหายดังกล่าวจึงค้างคาอยู่ ไม่ได้ถูกจัดการ เพราะประชาชนถูกกันออกจากกระบวนการฟ้องเพื่อให้มีการตรวจสอบและตัดสินคดีโดย ศาลฯ

ส่วนศาลปกครองยกคำร้องมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและพวกในชั้นบังคับคดีหลายครั้งเพราะในชั้นบังคับคดีศาลปกครองอาศัยกฎหมายแพ่ง จึงวินิจฉัยว่ามูลนิธิฯไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ เจ้าของทรัพย์คือรัฐ ที่มีรัฐบาลและหน่วยราชการเป็นตัวแทน และการที่ศาลฯไม่สั่งเพิกถอนการแปรรูป ผู้ฟ้องคดี จึงไม่ใช่ผู้ชนะคดี

แม้ว่ามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจะเป็นผู้ฟ้องคดีเริ่มต้นในการเพิกถอนการแปรรูป ปตท.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผลจากการฟ้องคดี แม้ศาลไม่สั่งให้เพิกถอนการแปรรูป แต่ศาลฯก็สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง4 ประกอบด้วย 1)ครม.2)นายกรัฐมนตรี 3)รัฐมนตรีพลังงาน 4)บมจ.ปตท ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติคืนให้แผ่นดิน

ประชาชนที่เป็นผู้ฟ้องคดีไม่สามารถมีส่วนร่วมในชั้นบังคับคดี เพราะ ไม่ใช่ผู้ชนะคดีและ ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์แม้เห็นกระบวนการแบ่งแยกทรัพย์สินไม่เป็นไปตามคำพิพากษา และมีการไม่ปฏิบัติตามมติ

ครม.ในขั้นตอนส่วนที่เป็นสาระสำคัญของการแบ่งแยกทรัพย์สิน คือไม่มีการตรวจสอบรับรองการแบ่งแยกทรัพย์สินว่าถูกต้องหรือไม่โดย สตง.ตามที่กำหนดไว้ในมติครม.และ สตง.ทักท้วงตลอดว่ายังคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วน แต่ตลอด10ปี ที่มูลนิธิฯและพวกได้ฟ้องคดีต่อศาลหลายครั้ง แต่ถูกยกคำร้องมาตลอด เพราะไม่ใช่เจ้าของทรัพย์และ ไม่ใช่ผู้ชนะคดีจึงยังไม่เคยมีการพิจารณาและตัดสินโดยศาลปกครองในประเด็นของเนื้อหาเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่ามีการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วน

หากมิใช่เพราะประชาชนนำเรื่องการแปรรูปที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ย่อมไม่มีคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดให้แบ่งแยกทรัพย์สิน อำนาจ และสิทธิมหาชนคืนให้รัฐ ใช่หรือไม่

ทรัพย์สินที่ถูกถ่ายโอนไปเป็นของเอกชนในกระบวนการแปรรูปที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งอำนาจและสิทธิมหาชนของรัฐ ก็ย่อมตกเป็นของ บริษัทปตท.ตลอดไป ใช่หรือไม่

การให้รัฐบาลในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่ได้สนใจปกป้องสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จนถูกประชาชนฟ้องคดี กลับได้รับมอบหมายมาเป็นผู้จัดการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนรัฐ โดยที่ประชาชนผู้ฟ้องคดีไม่สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนตรวจสอบว่ามีการคืนทรัพย์สินถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ กรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนอยากได้ทรัพย์สินแผ่นดินคืน ทั้งที่มีอำนาจทางบริหารที่สามารถสั่งการตามสายการบังคับบัญชาให้คืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนได้ แต่รัฐบาลกลับทำตัวเป็นอุปสรรคเสียเอง จึงเกิดปัญหาพิพาทคาราคาซังกรณีการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนมาเป็นเวลายาวนานถึง10ปีแล้ว ก็ยังไม่เสร็จสิ้น

มีแต่ประชาชนที่ต้องการทรัพย์สินแผ่นดินคืน และสู้บากบั่นมาตลอด10ปี ที่เสาะหาช่องทางตามกฎหมาย แม้ถูกศาลฯยกคำร้องหลายครั้ง แต่ในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่800/2557 ศาลฯระบุชัดเจนว่ามติครม.เป็นคำสั่งภายในครม.และนายกรัฐมนตรี หากเห็นว่ามีการไม่ปฏิบัติตามมติครม.ก็สามารถสั่งการให้ปฏิบัติได้ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยราชการ จากคำสั่งศาลปกครองฉบับนี้ เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมีอำนาจจัดการตามอำนาจบังคับบัญชาได้ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมานานยังไม่ปรากฎผลการปฏิบัติในเรื่องนี้ มูลนิธิและพวกจึงนำเรื่องดังกล่าวมาร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)ให้ตรวจสอบว่ามีการแบ่งแยกทรัพย์สินไม่ครบถ้วนและมีการไม่ปฏิบัติตามมติครม.วันที่ 18 ธันวาคม 2550 ที่ต้องให้สตง.เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองการแบ่งแยกทรัพย์สินตามที่กำหนดไว้

หลังจากนั้นในวันที่10พฤษภาคม 2559 คตง.ตรวจสอบและวินิจฉัยว่าปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วน และรายงานนายกรัฐมนตรีให้ใช้อำนาจบังคับบัญชาตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2557 รับรองไว้ว่านายกฯสามารถใช้อำนาจบริหารบังคับบัญชาให้มีการคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 แต่จนบัดนี้ยังไม่เห็นผลของการดำเนินการ ซึ่งอาจทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้

นอกจากนี้ประชาชนยังร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการแบ่งแยกทรัพย์สินของปตท.ว่าคืนครบถ้วนหรือไม่ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอีกองค์กร ก็ชี้ว่าปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนเช่นกัน

การที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองจากทางราชการให้สามารถฟ้องคดีแทนผู้บริโภค มาเป็นผู้ฟ้องคดีดังกล่าวนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ด้วยเห็นว่าการดำเนินการเกี่ยวกับผลประโยชน์ของบ้านเมืองที่ล่าช้าของฝ่ายบริหาร ทำให้รัฐและประชาชนสูญเสียประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ จึงนำเรื่องมาฟ้องคดีต่อศาลอาญาทุจริตฯโดยอาศัยข้อมูลการสอบสวนการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมติครม.ของข้าราชการในกระทรวงที่เกี่ยวข้องทำให้มีการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วน ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย ซึ่งการสอบสวนและวินิจฉัยนี้ คตง.ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี และปปช.ตั้งแต่ประมาณเดือนสิงหาคม 2559 แต่ยังไม่ปรากฎความคืบหน้าของเรื่องนี้แต่ประการใด

มูลนิธิฯและประชาชนผู้ฟ้องคดีเพิกถอนการแปรรูปปตท.มาตั้งแต่ต้น ยังติดตามให้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ ฟ.35/2550 ให้ครบถ้วน เมื่อเห็นว่ายังไม่ครบถ้วนจึงนำคดีมาฟ้องแม้ถูกยกคำร้องมาตลอด10ปี เพราะถูกตัดสินว่าไม่ใช่ผู้ชนะคดี และไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ แต่ก็พยายามหาเส้นทางการใช้กลไกทางกฎหมายต่างๆเพื่อให้ ประชาชน และองค์กรภาคประชาสังคมมีช่องทางเข้าไปต่อสู้คดี และนำข้อมูลเพื่อให้ศาลฯพิจารณาและตัดสินว่าการแบ่งแยกทรัพย์สินครบถ้วนตามคำพิพากษาหรือไม่

จึงคาดหวังว่าศาลฯและผู้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะได้โปรดพิจารณาการตีความ ผู้เสียหายในคดีทุจริตและการประพฤติมิชอบของภาครัฐให้หมายรวมถึงประชาชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อทำให้กระบวนการตรวจสอบมีความเข้มแข็งสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่เน้นการปราบปรามการทุจริต เพราะยากที่จะหวังพึ่งหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ในการจัดการกับการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง หน่วยงานรัฐมักทำหน้าที่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และแฝงไว้ด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงทำให้การขจัดปัญหาการทุจริตในวงราชการและการทุจริตเชิงนโยบายขนาดใหญ่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วม ทำให้การทุจริต และประพฤติมิชอบของผู้ใช้อำนาจรัฐระดับสูงยังคงอยู่ และมีผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างร้ายแรง

ภาคประชาชนหวังว่าศาลอาญาคดีทุจริตและการประพฤติมิชอบกลางแม้ไม่รับคดีบุคคลเป็นผู้เสียหายในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐก็หวังว่าจะรับองค์กรภาคประชาสังคมอย่างมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นผู้มีสิทธิฟ้องแทนประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินของแผ่นดินที่แท้จริง ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ที่ทรงพระราชทานพระราชดำรัสให้แก่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินว่า เงินของแผ่นดินคือเงินของประชาชน

ดังนั้นดิฉันขอยืนยันว่าการที่พวกเราในฐานะผู้ฟ้องคดีถูกยกคำร้องหลายครั้งเกิดจากปัญหาการตีความเรื่องสิทธิในการฟ้องคดีว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่เท่านั้น ศาลฯยังไม่เคยพิจารณาลงไปในเนื้อหาคำฟ้องเรื่องการคืนทรัพย์สินแผ่นดินไม่ครบถ้วนว่าไม่ถูกต้องแต่ประการใด

ดังนั้นการที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไม่รับฟ้อง และศาลปกครองยกคำร้องของผู้ฟ้องคดีตลอดมาตั้งแต่ปี 2551-2559 จึงไม่ใช่การยืนยันรับรองว่า ปตท.ได้คืนทรัพย์สินครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.35/2550 แล้วตามที่ปตท.กล่าวอ้างแต่ประการใด

อนึ่ง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้มีมติคณะกรรมการมูลนิธิฯ ให้ฟ้องคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ข้อหาประพฤติมิชอบในการแบ่งแยกทรัพย์สินของปตท. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 และศาลได้นัดฟังคำตัดสินว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2561

First posted: 14 มิถุนายน 2561 | 15:01