Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / เศรษฐกิจ / วิเชียร พงศธร, ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน, ค้านผูกขาดประมูลดิวตี้ฟรี 4 สนามบิน
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯหนุนนายกฯ เบรกประมูล'ดิวตี้ฟรี' ขณะที่ ทอท.ย้ำเดินหน้าประมูล ยันโปร่งใส ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน 62
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯหนุนนายกฯ เบรกประมูล'ดิวตี้ฟรี' ขณะที่ ทอท.ย้ำเดินหน้าประมูล ยันโปร่งใส ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน 62
นายวิเชียร พงศธร (ซ้าย)ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย)เสนอนายกฯทบทวนประมูลดิวตี้ฟรี4สนามบิน ขณะที่นายประสงค์ พูนธเนศ ประธานบอร์ด ทอท.ยันโปร่งใสเดินหน้าประมูล
Last updated: 15 มีนาคม 2562 | 22:09
นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)ขอบคุณนายกรัฐมนตรีสั่งการให้พิจารณาทบทวนชะลอการประมูลโครงการร้านค้าปลอดภาษี 4 สนามบินใหม่เพียงรายเดียว ขณะที่นายประสงค์ พูนธเนศ ประธานบอร์ด ทอท.ยืนยันโปร่งใสไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน 2562 เดินหน้าประมูล จ่อแถลงวันที่ 18 มี.ค.นี้

15 มีนาคม 2562-นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เพื่อขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้คณะกรรมการและผู้บริหาร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) พิจารณาทบทวนแนวทางการประมูลโครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากรใน 4 สนามบินใหม่

"ตามที่ท่านได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนแนวทางการประมูลหาผู้ร่วมลงทุนกับรัฐในโครงการร้านค้าปลอดภาษีและอากร (Duty Free Shop) ในสนามบิน 4 แห่งใหม่ ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินหาดใหญ่ สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงข้อท้วงติงของสังคมอย่างรอบด้านและยึดประโยชน์สูงสุดนั้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งที่ท่านได้ให้ความสำคัญต่อข้อห่วงใยต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการผูกขาด ความโปร่งใส และเป็นธรรม อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป"

ขณะที่ นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวถึงกรณีมีข้อท้วงติงเกี่ยวกับการประมูลคัดเลือกเอกชนให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) และพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ ทอท.ว่า ได้สั่งการให้ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.แถลงข่าวชี้แจงในวันที่ 18 มี.ค. นี้ เพื่อทำความเข้าใจ ถึงรูปแบบที่ ทอท.ดำเนินการ ซึ่งปัญหาความไม่เข้าใจอาจจะเกิดจากการอ่อนการชี้แจงประชาสัมพันธ์ในการให้ข้อมูล 

ประธานบอร์ด ทอท.ยืนยันว่าที่ผ่านมา ทอท.ได้นำข้อคิดเห็น และประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาและให้ที่ปรึกษาศึกษาอย่างรอบคอบแล้วก่อนที่จะดำเนินการเปิดประมูลให้สิทธิประกอบการกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ณ ท่าอากาศยาน 4 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ รวมถึงการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ 

สำหรับรูปแบบ และทีโออาร์ที่ ทอท.ประกาศนั้นได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสแล้ว ดังนั้น การประมูลยังคงเดินหน้าตามปกติ ไม่มีการยกเลิก 

นายประสงค์กล่าวถึงประเด็นว่าต้องเข้า พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 หรือไม่ว่า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 62 เป็นฉบับใหม่ที่ปรับปรุง ในเรื่องที่ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เก่าอาจจะยังไม่ชัดเจน เพื่อให้การเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐมีความสะดวก ซึ่งในเรื่องดิวตี้ฟรี และเชิงพาณิชย์ของ ทอท.นั้นไม่เข้าข่ายที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 62 เนื่องจากไม่ได้เป็นโครงสร้างพื้นฐาน 11 อย่าง และไม่เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสนามบิน เพราะไม่มีร้านค้า ร้านขายของ สนามบินยังสามารถให้บริการ เครื่องบินยังบินขึ้นลงได้ 

ส่วนกรณีที่ระบุว่า สัญญาดิวตี้ฟรี 1 ราย ได้สิทธิ์บริหาร 4 สนามบินเป็นการผูกขาดนั้น นายประสงค์กล่าวว่า สนามบิน 4 แห่ง มี 3 แห่งที่ขาดทุนเป็นรูปแบบที่ต้องการนำรายได้จากสนามบินสุวรรณภูมิไปช่วยอีก 3 แห่ง เช่น สนามบินหาดใหญ่ มียอดขายวันละ 2 แสนบาทเท่านั้น หากแยกประมูลแต่ละสนามบิน ไม่จูงใจเอกชนแน่นอน อีกทั้งสินค้าแบรนด์จะไม่เข้ามา สุดท้าย ทอท.เสียประโยชน์ 

นอกจากนี้ ปัจจุบันกิจการดิวตี้ฟรีสามารถดำเนินการที่ใดก็ได้ ซึ่ง ทอท.จะเปิดประมูลการให้บริการเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (duty free pick-up counter) ซึ่งเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีทุกราย ขายสินค้าแล้วรับที่สนามบินได้ 

“เรื่องดิวตี้ฟรี มีการตั้งคำถามมาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ทอท.ได้รวบรวมให้ที่ปรึกษาศึกษาทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องจึงมั่นใจว่าโปร่งใส”

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เชิญนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” และผู้บริหารระดับสูงของทอท. มาหารือ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณีบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” ออกประกาศคัดเลือกผู้ประกอบการ รายเดียว เข้ารับสัมปทานกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ 4 แห่ง อันได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , ท่าอากาศยานภูเก็ต , ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งประมูลสิทธิบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นระยะเวลา 10 ปี

ภายหลังการหารือ นายอาคม กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคม กับ ทอท. เห็นควรให้ทอท.ชะลอการเปิดประมูลสิทธิในการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และสิทธิในการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ออกไปก่อน และได้มอบหมายให้ทอท.กลับไปดำเนินการให้ชัดเจน 2 เรื่อง คือ ประเด็นข้อกฎหมาย และรูปแบบการให้สัมปทาน ในส่วนของประเด็นข้อกฎหมายนั้น ได้มอบหมายให้ไปหารือกับกระทรวงการคลังว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวนี้ อยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562(พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนรูปแบบการให้สัมปทานนั้น ทางกระทรวงคมนาคม ได้ขอให้ทอท.กลับไปทบทวนอีกครั้ง โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสม โปร่งใส มีการแข่งขันและเป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด หากทอท.ยังยืนยันว่าการให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการรายเดียว เป็นรูปแบบการที่เหมาะสม มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และสามารถอธิบายต่อสาธารณชนได้ ก็ให้ทำเรื่องเสนอกระทรวงคมนาคมมา

นายอาคม กล่าวต่อว่า กรณีทอท.ได้ออกประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการเข้ามาประมูลสิทธิจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ เนื่องจากทางผู้บริหาร ทอท. มองว่าเป็นการดำเนินกิจการภายในของทอท.เอง แต่ทางกระทรวงคมนาคมได้ให้ข้อสังเกตว่าทางทอท.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้วหรือยัง เช่น หลังพ.ร.บ.ร่วมทุนฯฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ได้ทำหนังสือสอบถามกระทรวงการคลังในฐานะผู้รักษากฎหมายฉบับนี้ว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกระบวนการของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯหรือไม่ หากกระทรวงการคลัง วินิจฉัยว่ากรณีนี้ไม่เข้าข่าย ทอท.ก็ยังต้องปฏิบัติตาม มติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดให้มีหน่วยงานกลางเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกในการติดตาม กำกับดูแลการดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่ไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

“ช่วงที่มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนนั้น ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีความห่วงใยในเรื่องการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนประเภทไหนบ้างที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หากกระทรวงการคลัง วินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างไร ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ สนช. ได้มีข้อเสนอแนะให้จัดตั้งหน่วยงานกลาง เข้ามากำกับดูแลการดำเนินโครงการที่ไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯเป็นการเฉพาะ และต่อมาที่ประชุมครม. ได้มีมติให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับกระทรวงคมนาคม , กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย กำหนดกลไกกลาง เข้ามากำกับดูแลโครงการลงทุนที่ไม่เข้าข่ายปฏิบัติตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวต่อว่า เรื่องแรกที่ ทอท. ต้องทำ คือ ทำเรื่องไปสอบถามกระทรวงการคลังก่อนว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว อยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ หรือไม่ ไม่ควรวินิจฉัยเอง โดยเฉพาะมาตรา 7 (3) และวรรคสุดท้ายของพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ทอท.ควรสอบถามกระทรวงการคลังให้ชัดเจน ว่า กิจการดิวตี้ฟรี และบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ เป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจการของท่าอากาศยานหรือไม่ ซึ่ง ทอท. ก็ต้องไปชี้แจง หรือ ให้ข้อมูลกับกระทรวงการคลังว่าท่าอากาศยานนานาชาติทั่วโลกมีแนวปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างไร นอกจากกิจการท่าอากาศยานจะใช้เป็นที่จอดเครื่องบินแล้ว การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับสนามบิน เช่น คาร์โก้ พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่ดิวตี้ เพื่อบริการให้กับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่เดินทางเข้า – ออก ถือเป็นกิจการเกี่ยวเนื่องจำเป็นของท่าอากาศยานหรือไม่ ทั้งหมดนี้ทอท.ก็ต้องไปชี้แจงหรือให้ข้อมูลกับกระทรวงการคลัง หากกระทรวงการคลัง ตอบว่าไม่ใช่ หรือ ไม่เข้าข่าย ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ก็ต้องดูมติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่บังคับใช้กับโครงการที่ไม่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯด้วย

 

First posted: 15 มีนาคม 2562 | 18:37