Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / สังคม / ทุบทิ้งสถานทูตอังกฤษในไทย, บริษัทฮ่องกงแลนด์, กลุ่มเซ็นทรัล, จาร์ดีน แมธทีสัน, อีโคโมสไทย, ICOMOSThailand
ทุบทิ้งสถานทูตอังกฤษในไทยแหลกไม่เหลือซากหลังขายให้ฮ่องกงแลนด์ จุดประเด็นร้อนอีโคโมสไทยเดือดชี้จะรื้อถอนต้องขอกรมศิลป์ก่อน
ทุบทิ้งสถานทูตอังกฤษในไทยแหลกไม่เหลือซากหลังขายให้ฮ่องกงแลนด์ จุดประเด็นร้อนอีโคโมสไทยเดือดชี้จะรื้อถอนต้องขอกรมศิลป์ก่อน
ทุบทิ้งสถานทูตอังกฤษในไทยไม่เหลือซากหลังขายให้กลุ่มฮ่องกงแลนด์ อีโคโมสไทยเดือดจี้ถามกรมศิลปากรก่อนรื้อถอนรึยัง
Last updated: 14 สิงหาคม 2562 | 00:32
ทุบทิ้งแล้ว อาคารสถานเอกอัครราชทูตของสหราชอาณาจักร ประจำประเทศไทย หลังเก่า บนถนนวิทยุ หลังขายให้บริษัทฮ่องกงแลนด์ ที่กลุ่มเซ็นทรัลร่วมทุนกว่า 1.8 หมื่นล้าน อิโคโมสไทยเดือดชี้จะรื้อถอนต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรก่อนแม้จะไม่ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

13 สิงหาคม 2562-เฟซบุ๊ก "ICOMOSThailand Association" หรือ อิโคโมสไทย สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศซึ่งเป็นองค์การวิชาชีพทางมรดกวัฒนธรรมในระดับสากล ที่มีเป้าหมายการทำงานเพื่อการอนุรักษ์และปกป้องคุ้มครองโบราณสถานได้เผยแพร่ภาพอาคารสถานเอกอัครราชทูตของสหราชอาณาจักร ประจำประเทศไทยหลังเก่า บนถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ที่ถูกทุบทิ้ง โดยโพสต์ข้อความว่า

"สถานทูตอังกฤษ ถูกทุบได้ไง เป็นโบราณสถาน ถึงแม้ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่ถือเป็นโบราณสถานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ผู้ทุบทำลายโบราณสถานมีโทษตาม พ.ร.บ.โบราณสถานด้วยนะ กรมศิลปากรทราบเรื่องทุบครั้งนี้หรือยัง

ก่อนหน้านี้ ตอนที่สถานทูตได้ขายพื้นที่ส่วนหน้า ที่กลายมาเป็น เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในปัจจุบั นนี้ เนื่องจากในพื้นที่ที่จะขายมีอาคารเก่าอยู่ 2 หลัง และมีอนุสาวรีย์ ควีนวิคตอเรีย ตั้งอยู่ถือเป็นอุปสรรค เคยถามมาที่กรมศิลปากรว่ามีกฎหมายโบราณสถานคุ้มครองหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่า หากยังเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศอังกฤษ กฎหมายไทยก็จะไม่มีผลบังคับ ในตอนนั้น ทางสถานทูตจึงเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ และทุบอาคารประวัติศาสตร์ ทิ้งเองไป 2 หลัง แล้วจึงค่อยขายที่ให้เซ็นทรัล 

แต่ในคราวนี้ การถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้มีขึ้น โดยที่ยังมีตึกเก่าที่มีคุณค่า ที่เหลืออยู่ ทั้งสามหลัง จึงต้องถือว่ากฎหมายโบราณสถานได้มีผลบังคับใช้แล้ว โดยที่อาคารกลุ่มนี้ถือว่ามีคุณค่าตามนิยามใน พ.ร.บ. อ้างอิงได้จากการที่เป็นอาคารที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์ ดีเด่นจากสมาคมสยามฯ แม้จะยังมิได้ขึ้นทะเบียนเพราะก่อนนี้ขึ้นไม่ได้เนื่องจากเป็นของอังกฤษ การที่จะรื้อได้เช่นนี้คงทำได้ถ้ายังเป็นของอังกฤษ แต่ถ้าโอนเป็นของคนไทยแล้วจะต้องอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมศิลปากรเท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ส่วนหนึ่งมองว่า เอกชนมีสิทธิที่ทำได้ เพราะทางสถานทูตอังกฤษขายที่ดินให้เอกชนไปแล้ว แม้ว่าจะมีอาคารเก่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ แต่เมื่ออาคารนี้ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน กรมศิลปากรก็ไม่มีอำนาจใด ๆ แต่ความเห็นบางส่วนยังคงเสียดายอาคารหลังนี้ และคิดว่าน่าจะอนุรักษ์ไว้ ไม่จำเป็นต้องทุบอาคารทิ้ง

ทั้งนี้ สำหรับสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ย่านเพลินจิตมาตั้งแต่ พ.ศ. 2465 โดยเจ้าของที่ดินเดิม คือ พระยาภักดีนรเศรษฐ หรือนายเลิศ เศรษฐบุตร เจ้าของรถเมล์ขาวนายเลิศ ขายให้กับสถานกงสุลอังกฤษ ถนนวิทยุ ต่อมาได้ถูกยกฐานะเป็นสถานเอกอัครราชทูตมาถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2549 สถานทูตอังกฤษได้ขายที่ดินบางส่วน 9 ไร่ ให้แก่กลุ่มเซ็นทรัลซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูล ก่อนที่จะก่อสร้างเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จากนั้นในปี พ.ศ. 2560 สถานทูตอังกฤษมีนโยบายขายที่ดิน 25 ไร่ ทั้งหมดที่เหลือของสถานทูต แล้วพบว่าบริษัท ฮ่องกง แลนด์ เป็นผู้ซื้อที่ดินดังกล่าว

สำหรับสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ฮ่องกง แลนด์ บริษัทร่วมทุนระหว่าง จาร์ดีน แมธทีสัน และกลุ่มเซ็นทรัล ด้วยมูลค่า 420 ล้านปอนด์ หรือราว 18,600 ล้านบาท และย้ายส่วนงานพิจารณาวีซ่าย้ายไปอยู่ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อความสะดวกในการพิจารณาวีซ่าและบริหารจัดการข้อมูล

“เจ้าหน้าที่ของสถานทูตอังกฤษในกรุงเทพฯ จะย้ายไปยังที่ทำการใหม่ที่ทันสมัยภายในปี 2562 การเปลี่ยนแปลงนี้จะยิ่งพัฒนาความสัมพันธ์ด้านการค้าและความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศไทยตลอดจนความสัมพันธ์ในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” นายบอริส จอห์นสัน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวไว้ขณะนั้น

 

First posted: 14 สิงหาคม 2562 | 00:30