Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / สาธารณสุข / โควิด, ผู้ติดเชื้อ, สงครามเชื้อโรค, อสม. วิกฤตเจ็บป่วย
บทสรุป!! บทเรียนและบทต่อไป จากสงครามกับโควิด19 โดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
บทสรุป!! บทเรียนและบทต่อไป จากสงครามกับโควิด19  โดย ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
Last updated: 15 มิถุนายน 2563 | 07:51
จากข้อเขียนในเฟสบุ๊ค Nithi Mahanonda ว่า ถึงเวลาเหมาะแล้วที่จะสรุปเรื่องการเกิดและการแพร่ระบาดของ COVID19 ในประเทศไทย หลายอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยดูจากรูปแบบการระบาดของไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ ที่เกิดจากเชื้อคล้ายๆกันเช่นไข้หวัดใหญ่ เมอร์ส SARS และไข้หวัดธรรมดาว่า นับจากการเริ่มระบาดที่ประเทศจีนแล้วในประเทศเราจะสิ้นสุดประมาณเดือนพฤษภาคมต่อมิถุนายน

เพราะการแพร่ระบาดที่ง่ายและความรุนแรงของโรค (ในบางประเทศ) ทำให้เกิดผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในหลายๆ เรื่องภายในเวลาอันสั้น จะด้วยความตระหนักในความจำเป็น หรือด้วยความตระหนกเพราะกลัวตายก็ไม่อาจชี้ชัดได้ ก็จะมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างต่อๆ ไปที่เรียกอ้างว่า New Normal ด้วยความตะกรามของระบบ Old Abnormal 

.

สำหรับประเทศไทย....บทสรุปคือ

1) การเกิดโรค การแพร่ระบาด ไม่เหมือนประเทศใดๆในโลก....ดูจากตัวเลขการติดเชื้อ คนที่มีอาการหนัก และคนที่เสียชีวิต

2) แนวทางการรักษาไม่มีการออกแบบสำหรับประเทศไทย และผลการรักษาของเราไม่ชัดเจน

3) ลักษณะอาการแสดงของโรคในคนไทย ยังไม่ทราบว่า คนที่ไม่มีอาการมีสัดส่วนเท่าไหร่ คนที่ได้รับเชื้อกี่วันแล้วจึงมีอาการ เมื่อมีอาการแล้วกี่วัน อาการจึงจะหาย และยิ่งไม่รู้อีกว่า รับเชื้อแล้วกี่วันถึงเริ่มแพร่เชื้อต่อได้ และสามารถแพร่เชื้อไปอีกกี่วัน .....เราไม่มีข้อมูลของประเทศเราเลย

4) การรักษาจะทำได้ด้วยวิธีใด อย่างไร ช่วงไหนของโรค เราก็ไม่รู้อีกเช่นกัน ....มัวแต่เห่อตามฝรั่ง(อีกแล้ว) พอได้งบเงินกู้มาเตรียมเร่งหาเร่งทำแต่ก่อสร้าง หาอุปกรณ์การแพทย์ และทำห้องความดันลบ แห่และเห่อทำกันทั้งประเทศ (แต่แง่ดีก็มีคือทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในประเทศ วิศวกรรมกับการแพทยจับมือคุยกันดี๊ดี เพราะคนเก่งๆบ้านเรามากมายกระจายอยู่หลายแห่ง) ขอให้ได้ใช้เงินทำโครงการ (กู้มาแล้ว”กู”ต้องรีบใช้) เผื่อมีรั่วเผื่อมีทอน ระหว่างทาง .......โรคนี้มันแพร่ทางไหน ด้วยวิธีใดในสภาพแวดล้อมแบบไทยๆน่ะรู้กันหรือยังครับ?

5) ระบบสาธารณสุขประเทศเรา 90% ดีสุดยอดของโลกด้วยระบบ อสม. และสาธารณสุขพื้นฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่ผู้ใหญ่ในอดีตทำไว้ให้ประเทศ แต่ระบบในเมืองเช่นกรุงเทพมหานคร(หรือตัวเมืองใหญ่อื่นๆ) เป็น The weakest link ของประเทศอย่างยิ่ง เพราะไม่มีการประสานงานที่ต่อเนื่องและมีรูปแบบของการไม่ร่วมมือกัน ถ้าเทียบกับการบูรณาการที่เกิดในท้องถิ่นและต่างจังหวัด กับเมืองใหญ่กรุงเทพมหานคร ก็มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของคลื่นการระบาดลูกต่อไป รวมถึงเป็นจุดที่อาจเกิด Super spreader อีกด้วย......ความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของบ้านเราในครั้งนี้เพราะความร่วมมือของประชาชนอย่างแท้จริง

.

6) ทุกคนเห่อและตั้งหน้าตั้งตารอกันแต่วัคซีน ที่แม้แต่ในบ้านเราก็ฝากความหวังไว้กับวัคซีนแต่อย่างเดียว จนลืมเรื่องการหาวิธีการรักษาที่ไว ที่เหมาะสมและจำกัดการแพร่เชื้อได้ .....ดูไข้หวัดเป็นตัวอย่าง ถึงแม้จะมีวัคซีนแล้ว ยังไงก็ยังจะมีคนติดเชื้ออยู่ดี แต่ไข้หวัดใหญ่เราไม่กลัวไม่กังวลกันมากมาย (แม้อัตราการตายจะน้อยกว่ากันไม่มาก)เพราะเรามียารักษาคนที่เป็นโรค และคนที่สัมผัสใกล้ชิดคนเป็นโรค......โควิด19 ก็จะเหมือนกัน
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงฤดูกาลระบาด ก็ยังจะมีคนติดเชื้อได้ ถึงแม้หลายคนจะได้รับวัคซีน(ในอีกปีสองปีข้างหน้า)
การหายาและวิธีการรักษาที่เหมาะสมและประหยัดเป็นสิ่งที่เราต้องทำคู่ขนานกันไปด้วย ไม่เช่นนั้นรอไปรอมา ฝรั่ง(อีกแล้ว)วิจัยมา พบหาอะไรได้ เราก็จะเชื่อและใช้ตามกันไปอีก (ย้อนกลับไปดูข้อ 1 และ 2 อีกครั้ง ) โรคนี้เกิดในประเทศแถบเราก่อน เรามีโอกาสเรียนรู้ก่อน แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะครับ?? .....

ถ้าผมจะสรุปจบท้ายว่าประเทศเรา โดยเฉพาะนักวิจัย นักวิชาการ (ผมว่าตัวเองด้วยนะ จะได้ไม่โดนค้อน) ร่วมมือ(ทำวิจัย แชร์ข้อมูล)กันไม่เป็น โฟกัสการทำวิจัยด้วยกันไม่ได้...เรื่องนี้ต้องโทษระบบงบประมาณและวิธีการจัดสรร กับความก้าวหน้าทางวิชาการในระบบราชการของเราด้วยว่า ล้าสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ตรงที่ไม่สร้างบรรยากาศให้เกิดความร่วมมือ  และให้ทำวิจัยแบบมุ่งเป้าของประเทศไม่ได้

.

ดังนั้น บทเรียนของประเทศไทยจากโควิด19 ที่เห็นได้ คือ

1) ยามวิกฤต ยามกลัว ประเทศไทย ร่วมมือกันได้อย่างดี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

2) คนไทยเชื่อฟังผู้นำโดยเฉพาะเมื่อมีวิกฤตเฉพาะหน้า

3) คนไทยขี้ลืม เมื่อวิกฤตผ่านไปก็กลับมาสู่รูปแบบเดิม คือ ง่ายๆ ตามใจฉัน รักสนุกและเสรีภาพ จนลืมเหตุผลความจำเป็นในการกระทำเพื่อป้องกันส่วนรวม เพราะเราทำในบทเรียนข้อ 1)และ2) โดยไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริง เช่นว่า ทำไมต้องใส่หน้ากากอนามัย ทำไมต้องรักษาระยะห่าง

 

4) นักวิจัย นักวิชาการคิดอาจจะไม่ช้า แต่ “ถ้า” และ “ท่า” มาก ประกอบกับร่วมมือกันเหมือนภาคส่วนอื่นในยามวิกฤตก็ไม่เป็น ทำให้เราไม่มีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับประเทศเราในการเตรียมความเข้าใจและความพร้อมในการรับมือการระบาดครั้งต่อไป (หวังว่าจะมาแค่เป็นแบบตามฤดูกาลเล็กๆ) ทำให้เราต้องพึ่งข้อมูลต่างชาติ (ขอให้ย้อนกลับไปอ่านบทสรุป 1 และ 2)....ความมั่นคงทางด้านการรักษาพยาบาลและการแพทย์บ้านเราต่ำมาก ถึงแม้จะมีหมอเก่งๆ มากมายแต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ถ้าไม่มียา ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีน้ำยาตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพราะทั้งหลายทั้งมวลนี้นำเข้าจากต่างประเทศ มากกว่า 90% 

5) ระบบสาธารณสุขพื้นฐานโดยเฉพาะเรื่อง อสม. ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในอดีตคิดไว้ทำไว้ “เพื่อประโยชน์ของประเทศ”เป็นหลักนั้นดีที่สุด ระบบและเรื่องอื่นๆเช่น ความรู้เรื่องเกษตรดิจิตัล การเกษตรตลาดออนไลน์ในท้องถิ่น น่าจะทำตามได้ หาอาสาสมัครไปช่วยทุกๆหมู่บ้าน ทุกๆอำเภอ ทั่วประเทศ....โดยเล็งประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ มากกว่าประโยชน์ของหน่วยงาน ขององค์กร แห่งใดแห่งหนึ่ง

.

เมื่อเราได้ข้อสรุป และบทเรียนจากสงครามโควิดนี้กันแล้ว บทที่สำคัญต่อไปสำหรับประเทศเรา ผมเห็นว่า

1)การที่จะมุ่งสร้าง New Normal ก็ต้องมีต้องทำ แต่ต้องทำเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของแผ่นดินเป็นประการสำคัญ และที่สำคัญพอๆกัน หรืออาจจะสำคัญมากกว่า ณ เวลานี้คือ การจัดการเลิก Old (system and paradigm) Abnormal ไปให้หมดเสียก่อน ทั้งในภาคการเมือง ราชการ ระบบงบประมาณ และหมู่นักวิจัย นักวิชาการ 

 

2)งบประมาณเงินกู้นั้นที่สำคัญขณะนี้ต้องเร่งสร้างงานให้คนที่ตกและจะตกงานอีก 7-8 ล้านคน ต้องสร้างระบบใหม่ไม่ใช้ใช้ไปในการสร้างนู่นนี่นั่นนอกจากเป็นการสร้างให้ภาคเกษตรกรรมรากหญ้า สร้างระบบใหม่ของเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความพอเพียงเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจกัน(เลิกดูเลิกเชื่อเลิกติดตามตัวเลข GDPกันเสียที นอกเสียจากว่าทุกคนจะเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าตัวเลขนี้ได้มาอย่างไร-เมื่อเข้าใจก็จะรู้ว่าโดนฝรั่งหลอกให้ตามอีกแล้ว) และต้องใช้ไปในการสร้างsafety netไว้ กลุ่มเปาะบางให้มากขึ้นเพื่อไว้เป็นพลังกลับมาช่วยความเข้มแข็งให้สังคมและเศรษฐกิจได้เมื่อถูกแรงกระทบอีกครั้ง และเรื่องสำคัญสุดท้ายที่ควรใช้เงินกู้ให้เกิดประโยชน์คือต้องใช้สร้างพื้นฐานความมั่นคงในทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศให้พึ่งพาต่างประเทศให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้(ช่วงปิดประเทศ ทั้งยา original และ raw materials ในการผลิตยาหลายอย่างติดขัด 90%raw materials ยาที่ผลิตในประเทศไทยมาจากต่างประเทศ)

 

3)อีกบทหนึ่งที่ต้องทำคือเตรียมความพร้อมในการหาและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเมื่อมีโรคหรือวิกฤตเช่นนี้ในอนาคต เพราะเราต้องใช้ข้อมูลพื้นฐานของเราในบ้านเราเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหา อย่าปล่อยให้เก็บข้อมูลเป็นขยะ ต่างคนต่างเก็บ อยู่คนละทิศทาง

 

4)สุดท้ายเป็นบทที่สำคัญของประเทศเป็นอย่างยิ่งคือประเทศนี้ทุกภาคส่วนทุกคนต้องสร้างกรอบความคิดใหม่ในการอยู่ ทำงาน และดำรงค์ชีวิตบนพื้นฐานของความร่วมมือ ไม่ใช่การแข่งขัน รัฐบาลต้องร่วมมือกับฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านต้องร่วมมือกับรัฐบาล โรงพยาบาลต้องร่วมมือกัน นักวิจัยต้องแชร์ข้อมูลกันร่วมกันคิดร่วมกันวิเคราะห์วิจัยเพื่อช่วยประเทศช่วยสังคม.....เปลี่ยนคนโตแล้วคงยาก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญของการศึกษาล่ะครับ ต้องสอน ต้องอบรม ต้องทำเป็นตัวอย่างให้ได้ ร่วมมือกันทำเพื่อส่วนรวม

....แต่ก่อนจะปักธงแห่งชัยชนะสงครามยกแรกนี้ อย่าลืมปรับเปลี่ยนจุดยืนจุดคิดด้วย!!

First posted: 15 มิถุนายน 2563 | 07:51