Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / สิ่งแวดล้อม / วิกฤตภัยลมหมุนขั้วโลก POLAR VORTEX
Polar Vortex ปรากฏการณ์ ‘ลมวนขั้วโลก’ แช่แข็งเมืองในซีกโลกเหนือ
Polar Vortex ปรากฏการณ์ ‘ลมวนขั้วโลก’ แช่แข็งเมืองในซีกโลกเหนือ
Last updated: 23 กุมภาพันธ์ 2564 | 13:34
ตั้งแต่เข้าสู่เดือนมกราคม ปี 2021 ทั่วโลกประสบกับความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างรุนแรงพร้อม ๆ กัน ในช่วง 2-3 เดือนมานี้พบว่าหลายประเทศประสบกับอากาศหนาวเย็นอย่างรุนแรง เช่นใน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย มองโกเลีย ญี่ปุ่น ยุโรป ไปจนถึงคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของ Polar Vortex หรือ ปรากฎการณ์ลมวนขั้วโลก

ปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก

สำหรับประเทศในซีกโลกเหนือนั้น อากาศที่หนาวเย็นสุดขีดนี้มีชื่อเรียกปรากฏการณ์ว่า ลมวนขั้วโลก (Polar Vortex) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับกระแสอากาศเย็นความกดอากาศต่ำบริเวณขั้วโลกเหนือ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับช่วงกลางคืนที่ยาวนานหลายเดือน ปราศจากแสงอาทิตย์ ทุก ๆ ปีในฤดูหนาว ซึ่งจะหายไปเมื่อเข้าสู้ฤดูใบไม้ผลิและก่อตัวขึ้นใหม่ช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคม

เมื่อลมวนมีความเร็วและเสถียรมากพอ ลมจะทำให้ขั้วโลกเหนือกักความเย็นเอาไว้ที่ระดับต่ำกว่า 48 องศาเซลเซียส แต่เมื่อหากมีอะไรไปรบกวนกระแสลมหรือกระแสลมอ่อนตัวลงจะทำให้อากาศหนาวหลุดออกมาจากกระแสลมปกติ ทำให้เกิดพายุและเพิ่มโอกาสที่จะเกิดหิมะในพื้นที่ซีกโลกเหนือ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในขณะที่ยุโรปกับเอเชียมักจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไปทั่วซีกโลกเหนือในตอนนี้

ดร.ฮันนาห์ อัททาร์ด ศาสตราจารย์สาขาวิชาบรรยากาศศาสตร์ มหาวิทยาลัยการบินเอ็มบรี-ริดเดิ้ล ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่เธอคาดว่าจะเกิดอยู่แล้วในปีนี้ เนื่องจากเกิดอากาศอุ่นขึ้นแบบฉับพลันในบรรยากาศชั้นบนเหนือขั้วโลกเหนือ

การอธิบายว่าปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกเกิดจากอากาศหนาวเย็นอาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะแท้จริงแล้วเกิดขึ้นจากอากาศอบอุ่นเฉียบพลันที่เข้าไปทำให้ลมวนสูญเสียเสถียรภาพ ส่งผลให้อากาศเย็นที่ถูกกักอยู่ในลมวนหลุดออกมาในเขตละติจูดกลาง วงการบรรยากาศศาสตร์จะมีตัวชี้วัดที่เรียกว่า การสั่นของอาร์กติก (Artic Oscillation หรือ AO) สำหรับบอกว่าลมวน ณ ขั้วโลกเหนือยังกักอากาศเย็นไว้ได้มากแค่ไหน เมื่อค่า AO เป็นลบ จะเป็นการบอกว่ามีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกสูงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอากาศอุ่นขึ้นฉับพลันที่เกิดขึ้นในขั้วโลกเหนือช่วงต้นมกราคมช่วยทำให้ค่า AO ลดลงมากขึ้นจากที่ติดลบอยู่แล้ว จึงนำไปสู่คำอธิบายของอากาศหนาวที่รุนแรงมากขึ้นในซีกโลกเหนือของปีนี้

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์อยากรู้คือ ปรากฏการณ์ที่อากาศอุ่นขึ้นอย่างเฉียบพลันนี้เกิดบ่อยขึ้น มีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศหรือไม่” ดร.แอน เกรท สตรัม-ลินด์เนอร์ นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการดาวเทียมเอดีเด็ม-เอโอรัส (ADM-Aeolus) กล่าว

ตอนนี้อาจจะยังเร็วไปที่เราจะสรุปข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมเอโอลัส แต่เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหนทางที่ถูกต้องที่จะนำไปสู่การเข้าใจปรากฎการณ์แปลกประหลาดพวกนี้”

รอบที่สองของปรากฎการณ์

คำว่า “ลมวนขั้วโลก” (polar vortex) เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมมา เกือบหนึ่งปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในสื่ออย่างโทรทัศน์ วิทยุ หรือกลายเป็นคำค้นหายอดฮิต ปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกเป็นปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่นักบรรยากาศศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับช่วงเริ่มต้นฤดูหนาว ต่างกับการคาดการณ์ที่ว่าจะมีอากาศหนาวและหิมะปกคลุมพื้นที่ 48 รัฐของสหรัฐอเมริกา (ไม่รวมรัฐอลาสก้าและฮาวาย) แต่เกิดจากอากาศอบอุ่นที่เกิดขึ้นผิดฤดูกาลหรืออุ่นกว่าที่ควรจะเป็น ส่วนใหญ่พบในตอนใต้ กลาง และตะวันออก

ปรากฏการณ์ POLAR VORTEX เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2019 ในรัฐออนแทรีโอและรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา ส่งผลให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในแถบตอนกลางและตะวันออกของประเทศต้องเผชิญกับพายุหิมะและอากาศหนาวเย็นจัด อุณหภูมิลดลง -30 องศาเซลเซียส และเกิดในสหรัฐฯแถบ Upper Midwest (เขตตอนกลางส่วนบน) และแถบ Mid-Atlantic (เขตตะวันออกเฉียงเหนือ) ส่งผลให้เกิดอากาศหนาวเย็นจัดอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตในหลายรัฐ เช่น ไอโอวา อิลลินอยส์ มิชิแกน มินนิโซตา วิสคอนซิน อินดีแอนา เป็นต้น ในหลายเมืองอุณหภูมิลดลงจนสภาพอากาศเป็นแบบขั้วโลก เช่น เมืองพอนส์ฟอร์ด รัฐมินนิโซตา อุณหภูมิลดลง -66 องศาเซลเซียส เมืองชิคาโกอุณหภูมิลดลง -27องศาเซลเซียส

ลมวนขั้วโลกคือแกนกลางของชั้นบรรยากาศของขั้วโลกเหนือและใต้ ในแต่ละลมวนแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ลมวนในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ที่เป็นชั้นล่างสุดที่มนุษย์อาศัยอยู่ กับลมวนในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ที่อยู่ด้านบน โดยทั่วไปแล้ว ลมวนชั้นล่างจะมีความแปรปรวนมากกว่า ส่วนลมวนชั้นบนจะสงบและค่อนข้างคงที่

ลมวนทั้งสองชั้นส่งผลต่อกันและกัน ลมชั้นโทรโพสเฟียร์ด้านล่างที่รุนแรงกว่าจะช่วยล้อมอากาศหนาวเอาไว้ ในขณะที่ลมวนอ่อนด้านบนจะพยายามส่งอากาศหนาวไปยังเขตละติจูดกลาง

 

 

ปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกส่งผลต่อเราได้อย่างไร?

สภาพอากาศในช่วงที่ลมวนขั้วโลกรุนแรงมาก ๆ ไม่น่าตื่นเต้นเท่าตอนที่ลมวนอ่อนตัวลง” ผศ.ดร.ฮันนาห์ อัททาร์ด จากสาขาวิชาบรรยากาศศาสตร์ มหาวิทยาลัยการบินเอ็มบรี-ริดเดิ้ล รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา กล่าว

เมื่อลมวนมีความเร็วประมาณหนึ่ง มันจะกักเก็บอากาศเย็นไว้ภายในขั้วโลก ทำให้อากาศเย็นไม่แผ่ออกไปยังเขตละติจูดกลาง”

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้เกิดฤดูหนาวอันเลวร้าย

จากข้อเท็จจริงที่ว่าลมวนขั้วโลกควรจะมีความรุนแรง … ผมคิดว่าครั้งนี้อาจจะได้รับผลกระทบจากอากาศที่อุ่นกว่าปกติที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม” นายจูดาห์ โคเฮ็น ผู้อำนวยการฝ่ายพยากรณ์อากาศ Atmospheric and Environmental Research กล่าว นอกจากนี้เขายังกล่าวอีกด้วยว่า รูปแบบของปรากฏการณ์ลานีญาที่เป็นอยู่ในแปซิฟิกตะวันออกตอนนี้ อาจช่วยส่งเสริมให้ลมวนขั้วโลกยังคงความรุนแรงเอาไว้ได้

ฉันไม่เห็นหลักฐานอะไรที่ชี้ชัดเท่าไหร่ … ฉันคิดว่า (ลมวน) ตอนนี้มีความคงที่ดี และยังเก็บลมเย็นไว้ในขั้วโลกเหนือได้อยู่” ดร.อัททาร์ด กล่าว

ในอีกแง่หนึ่ง รูปแบบของเอล นีโญอาจทำให้ลมวนสูญเสียรูปร่าง และทำให้อากาศหนาวเย็นแผ่กระจายไปยังพื้นที่ 48 รัฐ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดในปีนี้

ด้วยเอลนีโญ … ทำให้เกิด (สิ่งรบกวน) ที่ส่งความร้อนไปยังชั้นบรรยากาศด้านบนและทำลายปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลก” ดร.อัททาร์ดกล่าว “แต่ด้วยลานีญา จะทำให้ไม่มีความร้อนเพียงพอ (ต่อการรบกวน) ขนาดนั้น”

ฤดูหนาวจะอบอุ่นในช่วงแรก แต่ว่าหลังจากนั้นยังคงไม่แน่นอน

ศูนย์พยากรณ์อากาศภายใต้บริการสภาพอากาศแห่งชาติ (National Weather Service’s Climate Prediction Center) สหรัฐฯ เปิดเผยเลขอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคใต้ กลาง และตะวันออกของสหรัฐฯ ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่สูงพอที่จะทำให้ไม่มีหิมะตก มีเพียงพื้นที่ราบทางภาคเหนือ พื้นที่แปซิฟิกทางตะวันตกเฉียงเหนือ และรัฐอลาสก้าที่จะเจอกับอากาศหนาวมากกว่าปกติ

ในการพยากรณ์อากาศจากปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกไปมากกว่า 2-3 อาทิตย์ข้างหน้าเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก จำเป็นต้องใช้หลายปัจจัยเข้ามาวิเคราะห์

การใช้ระบบพยากรณ์อากาศทั่วโลก (Global Forecast System) ยังสามารถพยากรณ์ได้แค่ในระดับสัปดาห์เท่านั้น” ดร.อัททาร์ดกล่าวเพิ่มเติม “เราพยากรณ์ลมวนขั้วโลกได้เพียงแค่ที่ระบบพยากรณ์สามารถทำได้เท่านั้น”

ดร.อัททาร์ด ระบุว่า นักบรรยากาศศาสตร์สามารถพยากรณ์ปรากฏการณ์ลมวนในอนาคตที่ไกลกว่านี้ได้ แต่ว่าจะไม่มีความแม่นยำมากเพียงพอ

ตอนนี้กระแสลมวนค่อนข้างรุนแรง และดูท่าจะคงความเร็วไว้ประมาณนี้”

ดร.เอมี่ บัทเลอร์ นักบรรยากาศศาสตร์ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ เห็นด้วยกับดร.อัททาร์ด แต่ว่าในช่วงกลางฤดูหนาวจะยังไม่ค่อยมีความแน่นอนอยู่บ้าง

การพยากรณ์อากาศรายฤดูในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนน่าจะเป็นไปตามนั้น อย่างน้อยก็น่าจะจนถึงเดือนมกราคม” ดร.บัตเลอร์กล่าว “พยากรณ์อากาศในปีนี้ชี้ว่าความเร็วของลมวนขั้วโลกในเดือนมกราคมยังน่าเป็นห่วงอยู่ แต่หลังจากนั้นในเดือมกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ลมวนน่าจะอยู่ในสภาพปกติดี”

กล่าวคือ ในช่วงเดือนมกราคมไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์จะยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ นายโคเฮ็น พูดถึงกระแสที่มีการพูดถึงบ่อยมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ลมวนขั้วโลกที่ในตอนเดือนธันวาคมจะยังคงสภาพความเร็วไว้ แต่ว่าจะปล่อยความหนาวเย็นออกมาในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

นายโคเฮ็นยังกล่าวถึงการปกคลุมของน้ำแข็งในทะเลไซบีเรียนที่ทำลายสถิติอุณหภูมิต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เขาเชื่อว่าอากาศรอบ ๆ ชั้นบรรยา กาศที่มีความร้อนสูงขึ้น ประกอบกับความกดอากาศสูงในยุโรปและสแกนดิเนเวีย จะรบกวนลมวนขั้วโลกทำให้ลมวนเสียรูปร่างของตัวมันเองเร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสเสียงที่อากาศหนาวจากขั้วโลกเหนือจะแผ่ออกมา

จะเห็นได้ว่ามีคลื่นเกิดขึ้นรอบ ๆ ทวีปยูเรเชีย” นายโคเฮ็นกล่าวอธิบายกลุ่มความกดอากาศสูงต่ำที่เกิดขึ้นทั่วแผนที่สภาพอากาศยุโรปและเอเชีย เขากล่าวว่ารูปแบบคลื่นได้รับอิทธิพลจากทะเลที่กลายเป็นน้ำแข็งและพื้นที่ที่มีหิมะปกคลุม

ยิ่งคลื่นพวกนี้รุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ลมวนขั้วโลกอ่อนลงเท่านั้น คลื่นที่รุนแรงมากจะมีพลังงานมาก และชั้นบรรยากาศขั้วโลกจะดูดซับพลังงานนั้น นำไปสู่อากาศที่อุ่นขึ้นอย่างรวดเร็วของลมวนขั้วโลก” นายโคเฮ็นกล่าว

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ เห็นพ้องว่าอากาศอบอุ่นจะเริ่มปกคลุมพื้นที่ 48 รัฐในช่วงต้นเดือนธันวาคม แต่ว่าในเดือนมกราคมจะพัฒนาไปในรูปแบบใดนั้นยังคงเป็นปริศนา อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวว่าฤดูใบไม้ผลิมีอาจจะอบอุ่นกว่าปกติ

ปรากฏการณ์ ลมวนขั้วโลกแล้วสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร?
ลมวนขั้วโลกไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่และองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Ocenic and Atmospheric Administration: NOAA) ให้ข้อมูลว่า คำนี้น่าจะเกิดขึ้นในปี 1853 แต่แถบอาร์กติกร้อนขึ้นเร็วกว่าพื้นที่อื่นของโลก 2-3เท่าโดยเฉลี่ย และการวิจัยเชิงสังเกตการณ์ที่มีมากขึ้นเชื่อมโยงแถบอาร์กติกที่อุ่นขึ้นนี้ กับอากาศร้อนจัดในฤดูหนาวในยูเรเซียและอเมริกาเหนือ ซึ่งเกิดมากขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

แต่นักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือใหม่ในการศึกษาปรากฏการณ์นี้ ดาวเทียมตรวจวัดลม Aeolus ของ องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) ได้เริ่มดำเนินการมากว่าหนึ่งปีแล้ว

การเฝ้าดูลมรอบขอบลมวนขั้วโลก เป็นวิธีหนึ่งในการวัดและเฝ้าติดตามเหตุการณ์ ที่ทางอุตุนิยมวิทยาที่เรียกว่า “ภาวะบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์อุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน” ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดสภาพอากาศที่รุนแรงเช่นเดียวกับที่พบในอเมริกาเหนือตอนนี้

นายคอร์วิน ไรท์ นักวิจัยจาก Royal Society จากมหาวิทยาลัยบาธในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างลมในภาวะโลกร้อนอย่างกะทันหันไม่เคยตรวจวัดได้โดยตรงในระดับโลก จนถึงตอนนี้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พัฒนาขึ้น โดยใช้การวัดจุด การวัดตามเส้นทางการบินของเครื่องบินที่แปลงเป็นภาษาท้องถิ่น โดยใช้การสังเกตอุณหภูมิ และโดยหลักแล้วคือโมเดลคอมพิวเตอร์

ขณะนี้เรากำลังสังเกตเหตุการณ์ลมวนขั้วโลก ซึ่งเราเห็นว่ามันแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกมวลอากาศหมุนหนึ่งรอบเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และอีกส่วนหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ” ดร.แอน เกรท สตรัม-ลินด์เนอร์ นักวิทยาศาสตร์ของ Aeolus อธิบาย

การแยกออกเป็นสองส่วน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการไหลเวียนในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ทำให้มวลอากาศเย็นจากขั้วโลกสามารถไหลลงไปยังละติจูดที่ต่ำกว่าได้ง่ายขึ้น ในขณะนี้บางส่วนของอเมริกาเหนือดูเหมือนว่าจะประสบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่ายุโรป แม้ว่าเราจะได้เห็นเหตุการณ์ที่อากาศเย็นลงมาถึงทางใต้ค่อนข้างไกลในยุโรปในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งทำให้เกิดหิมะตกหนักในสเปน

นอกเหนือจากการเฝ้าดูและวิเคราะห์ลมวนขั้วโลกในบางสิ่งที่ใกล้เคียงกับแบบเรียลไทม์มากขึ้นแล้ว ดาวเทียมยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของเราว่าคืออะไรและเป็นอย่างไร

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์อยากจะเข้าใจ ก็คือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์อุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน อาจเกิดบ่อยขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ยังเร็วไปที่จะมีข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์จากข้อมูล Aeolus ของเรา แต่กำลังดำเนินการเพื่อให้ความกระจ่างว่า เหตุใดปรากฏการณ์ตามฤดูกาลนี้จึงเป็นเรื่องที่รุนแรงในบางครั้ง”

ผลการศึกษาปี 2018 พบว่า อากาศหนาวจัดและหิมะตกในภาคตะวันออกของสหรัฐฯเป็นเรื่องปกติมากขึ้น เมื่อแถบอาร์กติกร้อนที่สุด ส่วนการศึกษาอื่นในปี 2020 พบว่า การละลายของน้ำแข็งในทะเลแบแรนตส์ และทะเลคาราเกี่ยวข้องกับลมวนขั้วโลกที่อ่อนลงตัวในช่วงกลางเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเคลื่อนย้ายไปอยู่เหนือยูเรเซีย ในเวลาเดียวกันน้ำแข็งในทะเลละลายใกล้กรีนแลนด์และแคนาดาตะวันออกมีความสัมพันธ์กับลมวนขั้วโลกที่อ่อนตัวลงตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เคลื่อนไปทั่วยุโรป

แนวโน้มนี้สร้างปัญหาทั้งสหรัฐฯ ยุโรปและแถบอาร์กติกเอง หน้าหนาวนี้ย่านละติจูดกลางได้ประสบกับการหยุดชะงักครั้งใหญ่ 3 ครั้ง ดร.เบรนดา เอคเวอร์เซล ผู้อำนวยการศูนย์ climate science และนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศแห่งกลุ่มของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่ตระหนักเกี่ยวกับปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ Union of Concerned Scientists ให้ข้อมูล

·  ในเดือนธันวาคม กระแสลมหมุน nor’easter ครั้งสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงเป็นประวัติการณ์ของไซบีเรีย และตามมาด้วยหิมะตกในมาดริดในช่วงต้นเดือนมกราคม

·  ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมากระแสลมหมุน nor’easter ได้พัดถล่มทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ และหิมะตกทำลายสถิติรอบ 113 ปีในเมืองหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนีย

·  ลมวนขั้วโลกในปัจจุบันปกคลุมกว่า 48 รัฐตอนล่าง พร้อมกับอุณหภูมิที่หนาวเย็นในทำนองเดียวกันในยุโรป

อย่างไรก็ตามความแปรปรวนนี้ มีผลกระทบในทางลบในภาคเหนือเช่นกัน ซึ่งอุณหภูมิที่อุ่นกว่าเฉลี่ยทำให้ชุมชนที่ต้องพึ่งพาน้ำแข็งในทะเลและกองหิมะในการล่าสัตว์และการขนส่ง ทำงานได้ยากขึ้น และเคยมีเรื่องราวของผู้คนที่ข้ามแม่น้ำน้ำแข็งเพื่อล่าสัตว์ แต่กลับติดอยู่อีกฟากหนึ่ง เพราะน้ำแข็งละลายอย่างไม่คาดคิด

มีการถกเถียงกันในกลุ่มวิทยาศาสตร์ว่า อุณหภูมิที่อุ่นขึ้นของอาร์กติกเป็นสาเหตุของสภาพอากาศหนาวเย็นของทางใต้ที่อยู่ออกไกลออกไปจริง หรือ หรือว่าทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เหตุผลข้อหนึ่ง คือ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศไม่ได้แสดงถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองเหตุการณ์ หากแต่มีเหตุการณ์ใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

สาเหตุหลักที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศไม่เห็นด้วย เนื่องจากข้อสังเกตดังกล่าวมีการชี้นำอย่างมากถึงความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุ และแบบจำลองชี้ให้เห็นว่าไม่มีการเชื่อมโยง หากแบบจำลองได้รับการตรวจสอบหรือยืนยันข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น โดยการวิเคราะห์การสังเกตจะมีความเห็นเป็นเอกฉันท์มากขึ้น” ยูดาห์ โคเฮน นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศกล่าว

อย่างไรก็ตามดร.เอคเวอร์เซลกล่าวว่า แบบจำลองไม่สามารถทำนายขอบเขตของภาวะโลกร้อนในอาร์กติก ปัญหาก็คือ เป็นความท้าทายสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างแม่นยำ ซึ่งหมายความว่าแบบจำลองของพวกเขาอาจพลาดปัจจัยสำคัญไป

 

First posted: 23 กุมภาพันธ์ 2564 | 13:34
Source :