Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / ศิลปวัฒนธรรม / อนุสาวรีย์ไร้เจ้าของ, บีบีซีไทย
อนุสาวรีย์ไร้เจ้าของ : รากเหง้า ความหมาย ความทรงจำ
อนุสาวรีย์ไร้เจ้าของ : รากเหง้า ความหมาย ความทรงจำ
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ภาพ AFP/Getty Images)
Last updated: 14 กันยายน 2561 | 20:44
สำนักข่าวบีบีซีไทยนำเสนอบทความที่น่าอ่านเรื่อง'อนุสาวรีย์ไร้เจ้าของ : รากเหง้า ความหมาย ความทรงจำ' หลังจาก กทม.มีแผนปรับปรุงพัฒนาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่สร้างมานาน 76 ปี แต่ไม่สามารถสืบทราบว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้ ซึ่งปรากฏปัญหานี้ในอนุสาวรีย์สำคัญหลายแห่งในกรุงเทพ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย,พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน

จากแผนปรับปรุงพัฒนาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิให้เป็น "พื้นที่สารพัดประโยชน์" ของประชาชนโดยเฉพาะการเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ที่ริเริ่มโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) กลายเป็นความสับสนอลหม่านนาน 2 เดือน เมื่อผู้เกี่ยวข้องยังไม่อาจหาคำตอบว่าหน่วยงานใดเป็น "เจ้าของ" หรือ "ผู้ดูแล" อนุสาวรีย์ที่มีอายุ 76 ปีแห่งนี้

แม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้กำกับดูแลองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ก็ไม่มีคำอธิบาย โยนผู้เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุป

"ทำไมสื่อถามกันจังเลย การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การหาเจ้าของ แต่หาผู้รับผิดชอบดูแลว่าจะทำอย่างไรให้มีการปรับปรุงให้ทันสมัย" รองนายกฯ กล่าว

• กทม. สอบถามกรมศิลปากร >> กรมศิลปากรไม่ใช่เจ้าของ มีเพียงอำนาจอนุมัติในการบูรณะ

• กทม. สอบถามหน่วยงานในสังกัดทั้งสำนักการโยธาและสำนักงานเขต >> สำนักงานเขตเป็นเพียงผู้ดูแลภูมิทัศน์ภายนอก แต่ยังไม่เคยมีหนังสือมอบให้ กทม. อย่างเป็นทางการ

• สำนักงานผังเมืองของ กทม. ทำหนังสือสอบถามกรมธนารักษ์ >> กรมธนารักษ์ไม่รู้เรื่อง

• กรมธนารักษ์คิดว่าเป็นพื้นที่เวนคืนของกรมทางหลวง >> กรมทางหลวงไม่ทราบข้อมูล

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจากคำให้สัมภาษณ์ของรองปลัด กทม. และอธิบดีกรมธนารักษ์

ไม่เฉพาะอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ยังมีอนุสาวรีย์อื่น ศิลปวัตถุ และสถานที่ที่คาดว่าจะเป็นโบราณสถาน รวม 15 แห่งในพื้นที่ กทม. ที่อยู่ระหว่างการสืบเสาะหา "เจ้าของ" และ "ผู้ดูแล" ในจำนวนนี้เป็นอนุสาวรีย์ 13 แห่ง อาทิ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งอยู่ที่วงเวียนใหญ่ และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งอยู่บน ถ.ราชดำเนินกลาง ซึ่ง กทม. ระบุว่าพร้อมเข้ามาดูแลหากไม่มีเจ้าภาพจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ชี้แจงว่า "คงไม่สามารถมอบอนุสาวรีย์เหล่านั้นให้ กทม. ได้เลย" และขอเวลาสืบค้นประวัติและเอกสารต่าง ๆ ว่าภายหลังสร้างเสร็จ มีการมอบอำนาจให้ใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลหรือไม่

มีอนุสาวรีย์เพียง 2 แห่งในเมืองหลวงประเทศไทยที่สามารถระบุ "ผู้ดูแล" ได้แน่ชัด โดยอยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. ภายหลังได้รับโอนภารกิจบำรุงรักษาและดูแลมาจากกรมศิลปากรคือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือพระปฐมบรมราชานุสรณ์ และอนุสาวรีย์สหชาติ หรืออนุสาวรีย์หมู 

อนุสาวรีย์สำคัญในกรุงเทพ

1 พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2451)

2 อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 (2462)

3 ปฐมบรมราชานุสรณ์ (2475)

4 อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (2479)

5 อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (2483)

6 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (2485)

7 พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (2485)

8 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (2497)

9 พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (2522)

10 พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (2535)

11 พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อัฐมรามาธิบดินทร (2555)

12 พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2557)

13 พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (2539)

14 พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (2523)

ย้อนรากอนุสาวรีย์ในไทย 110 ปี

ย้อนกลับไปปี 2451 "อนุสาวรีย์แห่งชาติ" ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสยามประเทศคือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) หรือที่รู้จักในนามพระบรมรูปทรงม้า ทว่าสิ่งก่อสร้างในลักษณะนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย ในวิทยานิพนธ์เรื่อง "นัยทางการเมืองของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในสังคมไทย" โดย มาลินี คุ้มสุภา (2541) ให้เหตุผลว่า "เนื่องจากเป็นความคิดที่ได้รับอิทธิพลตะวันตก ซึ่งภายหลังสร้างพระบรมรูปทรงม้าได้ 2 ปี รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ทำให้เกิดความคิดเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ในทางไม่เป็นมงคลต่อมา และเชื่อกันว่าเป็นการไม่สมควรที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่"

การเกิดขึ้นของอนุสาวรีย์แห่งที่ 2 อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงใช้เวลาถึง 13 ปี (พ.ศ.2462) โดยสร้างขึ้นเพื่อสดุดีนายทหารที่เข้าร่วมรบและเสียชีวิตในสงครามโลก

จากนั้นก็ใช้เวลาอีก 11 ปี (2475) ถึงจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นอนุสาวรีย์แห่งที่ 3 ของไทย

ภายหลังเหตุปฏิวัติสยาม 24 มิ.ย. 2475 จำนวนอนุสาวรีย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งงานวิจัยนี้ชี้ว่าความยอมรับในบทบาทของอนุสาวรีย์ที่มากขึ้น อาจเกิดจากเหตุผล 2 ประการ

หนึ่งคือ การแสวงหาตัวบุคคลในรูปวีรบุรุษ ซึ่งในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วีรบุรุษในดวงใจประชาชนคือองค์พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของรัฐพระองค์เดียว อีกทั้งยังเป็นสมมติเทพของปุถุชน แต่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ไม่อาจระบุว่าใครคือวีรบุรุษที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ อำนาจที่เคยรวมศูนย์ภายใต้การนำกษัตริย์ถูกจัดสรรเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการภายใต้การปกครองรูปแบบใหม่ รัฐสมัยใหม่จึงหวนกลับไปสู่เรื่องราวอดีตที่มีวีรบุรุษสามัญ หรือกษัตริย์ในอดีตที่ห่างไกลจากราชวงศ์จักรีมายกย่องเชิดชู การก่อสร้างอนุสาวรีย์จึงอยู่ในรูปบุคคลมากกว่า เช่น อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (2477) อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน (2497) ก่อนที่ในระยะหลังจะกลับมาเป็นพระบรมรูปกษัตริย์ในราชวงศ์จักรี เมื่อมีการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์กับฝ่ายสังคมนิยม

เทียบอนุสาวรีย์ก่อนและหลังปฏิวัติสยามเพื่อแสวงหา “วีรบุรษ”

2451-2475 สร้างอนุสาวรีย์ 3 แห่ง

2475-2506 สร้างอนุสาวรีย์ 16 แห่ง

2507-2526 สร้างอนุสาวรีย์ 102 แห่ง

ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจาก “นัยทางการเมืองของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในสังคมไทย” โดย มาลินี คุ้มสุภา

อีกหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบดูและเรื่องการก่อสร้างอนุสาวรีย์โดยตรง โดยมีการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งกรมศิลปากร สังกัดกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) เมื่อ 3 พ.ค. 2476 มี พล.ต. หลวงวิจิตรวาทการ เป็นอธิบดีคนแรก

ศิลปะการปกครองที่รัฐเป็นผู้อนุมัติก่อสร้าง

ด้วยเพราะอนุสาวรีย์แต่ละแห่งมี "มิติพื้นที่" เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยถือกันว่าพื้นที่ของอนุสาวรีย์เป็นพื้นที่ "ศิลปะการปกครองและตั้งอยู่ในที่ชุมชน" จึงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐในเบื้องต้นผ่านระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ. 2520 กำหนดเกณฑ์ชัดเจนให้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึงอธิบดีกรมศิลปากรเพื่อขออนุญาต โดยระบุข้อมูลต่าง ๆ อาทิ พระราชประวัติ/ประวัติบุคคลที่จะสร้าง, วัตถุประสงค์, แผนผังบริเวณสถานที่ประดิษฐานพร้อมทั้งบริเวณใกล้เคียง, รูปลักษณะ ขนาด แบบรายการ แผนผัง รายละเอียดในการก่อสร้าง และคำจารึก, หน่วยงาน/บุคคล/นิติบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงาน

อนุสาวรีย์ลำดับ 6 ของ กทม.

สำหรับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นอนุสาวรีย์ลำดับที่ 6 ในพื้นที่ กทม. โดยใช้ชื่อของเหตุการณ์การสู้รบมากำกับไว้เพื่อให้อนุชนได้รำลึกและจดจำวีรกรรมของทหารตำรวจและพลเรือนที่เสียชีวิตในสงครามอินโดจีน หรือกรณีพิพาทแย่งดินแดนระหว่างไทย-ฝรั่งเศส

สิ่งสำคัญที่ช่วยประกอบสร้างความหมายให้แก่อนุสาวรีย์คือ ตัวอนุสาวรีย์ พิธีกรรม และวันสำคัญ จึงไม่แปลกหากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกจะจัดพิธีวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในวันที่ 3 ก.พ. ของทุกปี เพื่อแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของเหล่าวีรชนผู้สละชีพเพื่อชาติ

ภาพคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนัดถ่ายภาพหมูหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ ร. 7 ภายในรัฐสภา ก่อนเข้าร่วมพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อ 6 เม.ย. 2560

การประกอบพิธีกรรม ณ อนุสาวรีย์เกิดขึ้นกับอนุสาวรีย์ที่จัดสร้างในรูปบุคคลเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเนื่องในวันคล้ายวันเกิด วันเสียชีวิต หรือวันประกอบวีรกรรม เพื่อตอกย้ำความหมายและส่งต่อความทรงจำให้แก่คนรุ่นหลัง

ตัวอย่างวันสำคัญที่มีการประกอบพิธีกรรม ณ อนุสาวรีย์

15 ม.ค.-อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

25 ม.ค.-อนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

3 ก.พ.-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

6 เม.ย.-อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

7 ส.ค.-อนุสาวรีย์พระรูป พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒน์ศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

15 ต.ค.-อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

23 ต.ค.-พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

11 พ.ย.-อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1

24 พ.ย.-พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

10 ธ.ค.-พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

28 ธ.ค.-พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ที่มา: สรุปบางส่วนจากวิทยานิพนธ์เรื่อง "อนุสาวรีย์ไทย : การศึกษาเชิงการเมือง"โดย พิบูลย์ หัตถกิจโกศล (2527)

แต่ในระยะหลังได้เกิด "ความหมายใหม่" ขึ้น กับอนุสาวรีย์เมื่อมีชื่อปรากฏในแผนที่ท่องเที่ยว ทำให้อนุสาวรีย์กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักท่องเที่ยวในการเดินทาง เป็นชุมทางการคมนาคม หรือไม่ก็สัญลักษณ์ประจำจังหวัดไป ซึ่งไม่น่าจะใช่ความหมายที่ผู้สร้างคิดไว้ตั้งแต่ต้น

 

First posted: 14 กันยายน 2561 | 20:14