Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / ศิลปวัฒนธรรม / จาติกวณิช, ชาวจีน, ฮกเกี้ยน, คณะราษฎร, สกุลพ่อค้า, รัชกาลที่5, เปลี่ยนการปกครอง
กรณ์ จาติกวณิช ที่คุณ...อาจไม่เคยรู้!! โดย อัษฎางค์ ยมนาค
กรณ์ จาติกวณิช ที่คุณ...อาจไม่เคยรู้!! โดย อัษฎางค์ ยมนาค
Last updated: 14 กุมภาพันธ์ 2563 | 09:39
กรณ์ จาติกวณิช มีพ่อที่สืบเชื้อสายมาจากผู้ที่เกือบจะหยุดยั้งการปฏิวัติของคณะราษฏร์ได้สำเร็จ และมีแม่ผู้สืบเชื้อสายมาจากเจ้าอนุวงศ์ เจ้านครเวียงจันทร์ประเทศลาว “จาติกวณิช” ผู้ที่เกือบจะหยุดยั้งความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรได้สำเร็จ .....ตระกูล“จาติกวณิช" สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาสู่สยาม และได้รับพระราชทานนามสกุลสมัยรัชกาลที่ 6

สาเหตุที่นามสกุลลงท้ายว่า “วณิช” เพราะพระยาอธิกรณประกาศผู้ขอพระราชทานนามสกุลสืบเชื้อสายมาจากคุณปู่ คือ พระอภัยวานิช (จาด) ผู้ที่อยู่ในสกุลพ่อค้า

พระยาอธิกรณประกาศผู้นี้ คือ”ผู้ที่เกือบจะหยุดยั้งความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2475 ได้สำเร็จ”

แต่ฟ้าอาจจะไม่เป็นใจ และดวงเมืองอาจจะโดนลิขิตเอาไว้แล้ว

............................................................................
“พระยาอธิกรณ์ประกาศ” (หลุย จาติกวณิช หรือ ซอเทียนหลุย)

พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์เป็นเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่งที่ใกล้ชิดมากกับพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5

พระองค์เจ้าสายมีหลานคนโปรด ที่เป็นลูกของน้องสาว และขอมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ชื่อ ม.ร.ว.ถัด ชุมสาย ซึ่งต่อมาได้เจริญยศถาบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาสีหศักดิ์สนิทวงศ์

เจ้าพระยาสีหศักดิ์เขียนเล่าประวัติของท่านในตอนหนึ่งว่า

เมื่อเล็กนั้นได้เริ่มเรียนหนังสือไทยและอังกฤษที่โรงเรียนในวังของพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ แถวๆ คลองผดุงกรุงเกษม นักเรียนมีราว 6-7 คน ซึ่งเป็นลูกและหลานของพระองค์เจ้าสาย

แต่มีสามัญชนคนหนึ่งเป็นลูกเจ้าสัวซึ่งสนิทสนมรักใคร่เป็นอย่างดีกับพระองค์เจ้าสาย

ลูกเจ้าสัวคนนี้มีชื่อจีนว่า “ซอเทียหลุย” และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “นายหลุย จาติกวณิช” รับราชการต่อมาจนได้บรรดาศักดิ์เป็นพระยาอธิกรณ์ประกาศ ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ

นายหลุยเรียนหนังสือในวังของพระองค์เจ้าสายจนโรงเรียนยุบเลิกไปเพราะขาดครู นักเรียนหลายคนจึงต้องย้ายมาเรียนกันที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

เรียนจบแล้วเริ่มทำงานเป็นเสมียนที่ห้างบอเนียว ก่อนจะลาออกมารับราชการในตำแหน่งล่ามภาษาอังกฤษ กรมกองตระเวน กระทรวงนครบาล และได้เลื่อนยศและตำแหน่งเป็นลำดับ สุดท้ายได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ

............................................................................
ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ไม่นาน พระยาอธิกรณ์ประกาศ ในฐานะอธิบดีกรมตำรวจและข้าราชบริพารใกล้ชิด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้รักษาพระนคร และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

ได้ถวายรายงานต่อพระองค์ท่านถึงรายชื่อบุคคลต่าง ๆ ในคณะราษฎร ที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อบ้านเมือง แต่เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ไม่ทรงเชื่อ ด้วยทรงเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ไม่น่ามีศักยภาพเพียงพอ

แต่ทางตำรวจโดยพระยาอธิกรณ์ประกาศ ก็ยังได้ส่งตำรวจภูบาล (ตำรวจสันติบาล ในปัจจุบัน) เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของบุคคลต่าง ๆ ในคณะราษฎรอย่างใกล้ชิดถึงบริเวณหน้าบ้านพัก

ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันเป็นวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พระยาอธิกรณ์ประกาศ ได้รับรายงานเรื่องการปฏิวัติ ขณะที่นอนหลับอยู่ในบ้านพัก เมื่อสายตำรวจรายงานเข้ามาว่า มีบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้าทำการยึดกรมไปรษณีย์โทรเลข และตัดสายโทรศัพท์ โทรเลข ไว้ได้หมดแล้ว

ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นตำรวจรวมกับข้อมูลที่มี จึงประมวลเหตุการณ์เรื่องราวได้ทั้งหมด ว่ากำลังจะเกิดการปฏิวัติ จึงตัดสินใจเดินทางเข้าสู่วังบางขุนพรหมทันที พร้อมกำลังตำรวจ เพื่อเข้าเฝ้าถวายรายงานแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ

ในขณะนั้นมีเรือตอร์ปิโดหาญทะเลของทหารเรือฝ่ายคณะราษฎรที่ควบคุมโดย เรือโท จิบ ศิริไพบูลย์ คอยลาดตระเวนดูอยู่

เมื่อเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯทรงทราบ แต่ก็ยังทรงลังเลและกำลังจะทรงหนีทางท่าน้ำหลังวังพร้อมด้วยครอบครัวและข้าราชบริพารจำนวนหนึ่ง ทันใดนั้นพระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) ซึ่งเป็นผู้นำกองกำลังก็บุกมาถึงวังบางขุนพรหม

ฉากบู๊ก็เริ่มขึ้นเมื่อพระยาอธิกรณ์ประกาศ ชักปืนยิงต่อสู้ แต่เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ขอให้วางปืน เพราะไม่อยากให้คนไทยเสียเลือดฆ่าฟันกันเอง

แล้วฉากบู๊ก็จบลงจากความชุลมุน อย่างรวดเร็วและง่ายดาย หลังจากนั้น พระยาอธิกรณ์ประกาศได้ถูกควบคุมตัวในพระที่นั่งอนันตสมาคม อันเป็นที่บัญชาการของคณะราษฎร เฉกเช่นเจ้านายพระองค์อื่น และบุคคลสำคัญต่าง ๆ ด้วย

............................................................................
พระยาอธิกรณ์ประกาศเป็นคนแรกที่รู้ข่าวความเคลื่อนไหวของคณะราษฏร์และก็เป็นข้าราชการคนแรกที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันเดียวกันนั้นเอง

โดยคำสั่งของผู้รักษาพระนคร คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร และได้ประกาศให้ พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) ขึ้นมารักษาการตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจแทน

พระยาบุเรศผดุงกิจ คือใคร?

............................................................................
พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) เป็นบุตรของ นายขำ และนางบุญรอด ซึ่งสืบเชื้อสายโดยตรงจากราชตระกูลเวียงจันทน์ (เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์)

โดยนายขำเป็นหลานตาของเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ มีมารดาชื่อ เจ้าหนูจีน เป็นธิดาลำดับที่ 18 ในจำนวน 23 คน ของเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์

เมื่อพระเจ้าอนุรุทราชถูกถอดถอนจากการเป็นกษัตริย์ลาว และถึงแก่พิราลัยเมือ พ.ศ. 2371 แล้ว บุตร ภริยา บริวารที่ถูกกวาดต้อนควบคุมตัวมาจากเวียงจันทน์ ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มิได้ลงพระราชอาญาแก่ผู้ใด

พระยาบุเรศผดุงกิจสมัครเป็นตำรวจ เพราะมีพี่เขยซึ่งเป็นสามีพี่สาวคนโตทั้งสองคนคือ นางปลั่ง และนางผ่อง เป็นภริยาตำรวจ

เริ่มรับราชการในตำแหน่งพลตำรวจเสมียน พลตระเวนประจำสถานีตำรวจนครบาลสามยอด และตำแหน่งสูงสุด คือ ได้รับแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมตำรวจ สืบต่อจาก พลตำรวจโท พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2475

พระยาบุเรศผดุงกิจ มีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ นางรัมภา ซึ่งเป็นบุตรีลำดับที่ 11 ในจำนวนบุตรและบุตรี 19 คน

............................................................................
หลังจาพระยาอธิกรณ์เสียชีวิต ไกรศรี จาติกวณิช บุตรชาย ก็พบรักและแต่งงานกับ นางรัมภา ธิดาของพระยาบุเรศผดุงกิจ ถือเป็นตำนาน Romeo and Juliet ฉบับปฏิวัติสยาม

และให้กำเนิด “กรณ์ จาติกวณิช” ในเวลาต่อมา

............................................................................
พระยาอธิกรณ์ประกาศ เป็นคนแรกที่รู้ข่าวความเคลื่อนไหวของคณะราษฏร์ และไปแจ้งกับสมเด็จกรมพระนครสวรรค์ฯ ประธานอภิรัฐมนตรีและเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เพื่อขออนุญาตการจับกุม แต่ไม่ทรงเชื่อรายงานและไม่อนุมัติหมายจับ

สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายถูกจับเสียเอง และถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันเดียวกันนั้นเอง

จนวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2475 จึงมีก็ถูกปลดออกราชการ รับพระราชทานเบี้ยบำนาญ นับอายุราชการได้ 33 ปี 7 เดือนเศษ

เมื่อออกรับพระราชบำนาญแล้ว ได้ใช้ชีวิตอยู่กับบ้านด้วยการทำงานอดิเรก คือ ปลูกต้นไม้ และเลี้ยงไก่ จนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2497 ก็ล้มป่วยเป็นไตพิการกำเริบ และถึงอนิจกรรม เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 สิริอายุได้ 78 ปี

............................................................................
พระยาอธิกรณ์ประกาศ มีบุตรที่มีชื่อเสียงหลายคน คือ

• นายแพทย์กษาน จาติกวณิช อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

• นายเกษม จาติกวณิช หรือ "ซูเปอร์เค" เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้ก่อตั้งและผู้ว่าการคนแรกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและเป็น ประธานรถไฟฟ้า BTS เป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเซ็นต์สตีเฟ่นฮ่องกงกับนายพิชัย รัตตกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี

• ไกรศรี จาติกวณิช อดีตอธิบดีกรมศุลกากรและกรมสรรพากร อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ไกรศรี จาติกวณิช เป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน กับ นายอานันท์ ปันยารชุน และ ดร.อำนวย วีรวรรณ

............................................................................
ไกรศรี จาติกวณิช คือบิดาของ กรณ์ จาติกวณิช อดีตประธาน บริษัทเจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด ประธานบริษัทหลักทรัพย์เจเอฟ ธนาคม จำกัด และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กรณ์ จาติกวณิช คนดี มีการศึกษา มีชาติตระกูล มีผลงาน ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่พลาดหวัง และพลาดโอกาสรับตำแหน่งในรัฐบาลใหม่เพื่อรับใช้ชาติบริหารประเทศ

First posted: 14 กุมภาพันธ์ 2563 | 09:37