Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / ต่างประเทศ / coronavirus, โคโรนาสายพันธุ์ใหม่, โควิด-19, โรคระบาด, ยุโรป, เอเชีย, กาฬโรค
ท่ามกลางการต่อสู้ไวรัสโคโรนา มนุษยชาติกลับไร้ภาวะผู้นำ โดย ยูวัล โนอาห์ แฮรารี
ท่ามกลางการต่อสู้ไวรัสโคโรนา มนุษยชาติกลับไร้ภาวะผู้นำ โดย ยูวัล โนอาห์ แฮรารี
Last updated: 18 มีนาคม 2563 | 16:07
ยูวัล โนอาห์ แฮรารี เป็นนักประวัติศาสตร์ นักปรัชญา และนักเขียนหนังสือขายดี อย่าง เซเปียนส์ โฮโมดีอุส และ 21 บทเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 ได้เขียนบทความลงเว็บไซต์นิตยสาร TIME MAGAZINE เรื่อง 'In the Battle Against Coronavirus, Humanity Lacks Leadership' พูดถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 เมื่อ 15 มี.ค.63 .

คนจำนวนมากมองว่าโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดเหตุการณ์ไวรัสโคโรนาระบาด และกล่าวอีกว่าวิธีป้องกันการแพร่ระบาดวิธีเดียวคือการยกเลิกโลกาภิวัตน์ ได้แก่ การสร้างกำแพง จำกัดการท่องเที่ยว ลดการค้าลง ทั้งนี้ จริงอยู่ที่การกักบริเวณระยะสั้นจำเป็นสำหรับหยุดการระบาด แต่การพยายามโดดเดี่ยวในระยะยาวจะทำให้เศรษฐกิจพังทลาย และไม่ได้เป็นการป้องกันโรคติดต่อที่มีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม ยาแก้โรคระบาดที่แท้จริงคือการร่วมมือกัน ไม่ใช่การกีดกัน
.
โรคระบาดสังหารคนหลายล้านก่อนยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน แม้ในศตวรรษที่ 14 จะไม่มีเครื่องบินหรือเรือสำราญ แต่กาฬโรคแพร่ระบาดจากเอเชียตะวันออกไปยังยุโรปตะวันตกภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ กาฬโรคคร่าชีวิตคน 75 ถึง 200 ล้านคน ซึ่งมากกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรยูเรเซีย ในอังกฤษ คน 4 ใน 10 เสียชีวิต ประชากรเมืองฟรอเรนซ์เสียชีวิต 5 หมื่นคนจาก 1 แสนคน
.
เดือนมีนาคม ปี 1520 พาหะโรคฝีดาษคนหนึ่งนามว่า ฟรานซิสโก เด เอเกีย (Francisco de Eguía) เดินทางถึงเม็กซิโก เวลานั้นอเมริกากลางไม่มีรถไฟ รถเมล์ หรือแม้แต่ลา แต่ในเดือนธันวาคม โรคฝีดาษกลับระบาดทั่วอเมริกากลาง ประมาณการบางแหล่งระบุว่ามีผู้เสียชีวิตหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด
.
ปี 1918 ไข้หวัดสายพันธุ์รุนแรงกลุ่มหนึ่งได้แพร่ไปไกลถึงสุดขอบโลกภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน มีผู้ติดเชื้อกว่าครึ่งล้านคน มากกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรมนุษย์ มีชาวอินเดียประมาณ 5% เสียชีวิต ขณะที่ชาวเกาะตาฮิติ 14% เสียชีวิต และชาวเกาะซามัวเสียชีวิต 20% โรคระบาดได้สังหารคนหลายสิบล้านชีวิต และอาจสูงถึง 100 ล้านคนภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี มากกว่าผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งสู้รบดุเดือดนาน 4 ปี
.
หนึ่งศตวรรษหลังปี 1918 มนุษยชาติเสี่ยงติดโรคระบาดมากขึ้นเพราะมีประชากรเพิ่มขึ้นและมีการขนส่งดีขึ้น มหานครสมัยใหม่อย่างโตเกียวหรือเม็กซิโก ซิตี้กลายเป็นแดนสวรรค์สำหรับเชื้อโรคยิ่งกว่าเมืองฟรอเรนซ์ในยุคกลาง ขณะที่โครงข่ายการขนส่งทั่วโลกปัจจุบันรวดเร็วกว่าปี 1918 ไวรัสสามารถเดินทางจากปารีสไปโตเกียวและเม็กซิโก ซิตี้โดยใช้เวลาน้อยกว่า 24 ชั่วโมง คาดว่าพวกเราคงต้องมีชีวิตในนรกของโรคติดต่อครั้งแล้วครั้งเล่า
.
แต่ทั้งสถานการณ์และผลกระทบของโรดระบาดได้ลดลงอย่างมาก แม้จะมีการแพร่ระบาดอันเลวร้ายของเชื้อเอดส์และอีโบลา แต่ในศตวรรษที่ 21 กลับมีมนุษย์เสียชีวิตจากโรคระบาดน้อยที่สุดนับตั้งแต่ยุคหิน ซึ่งวิธีป้องกันเชื้อโรคที่ดีที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่การกักตัว แต่เป็นการใช้ข้อมูล มนุษยชาติรบชนะเชื้อโรคเสมอมาเพราะมนุษย์มียุทโธปกรณ์เหนือกว่า เชื้อโรคใช้การกลายพันธุ์แบบไม่ลืมหูลืมตา แต่แพทย์พึ่งพาการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิทยาศาสตร์
.
ชนะสงครามต่อต้านเชื้อโรค
.
เมื่อกาฬโรคระบาดในศตวรรษที่ 14 ผู้คนไม่รู้สาเหตุหรือวิธีรับมือใดๆ ทั้งนี้ ก่อนหน้ายุคสมัยใหม่ มนุษย์มักโทษว่าโรคภัยเกิดเพราะพระเจ้าพิโรธ ผีร้าย หรืออากาศแย่ พวกเขาไม่รู้จักแบคทีเรียหรือไวรัส ผู้คนจะเชื่อว่าเทวดาและภูตผีมีจริง แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่าน้ำหยดหนึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อร้ายเหลือคณานับ ดังนั้นเมื่อกาฬโรคหรือโรคฝีดาษระบาดขึ้น มาตรการเดียวที่ผู้มีอำนาจทำได้คืออธิษฐานอ้อนวอนพระเจ้าและนักบุญต่างๆ การกระทำเหล่านี้ไม่ได้ช่วยบรรเทาสถานการณ์ ซ้ำยังก่อให้เกิดการแพร่เชื้อเป็นวงกว้างเพราะคนจำนวนมากมาร่วมกันอธิษฐาน
.
ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และพยาบาลทั่วโลกต่างรวบรวมแบ่งปันข้อมูลและทำความเข้าใจกลไกของโรคระบาด รวมถึงวิธีตอบโต้ ทฤษฎีวิวัฒนาการช่วยอธิบายว่าเพราะอะไรโรคใหม่ถึงเกิดขึ้น และโรคเก่ากลับมาแผลงฤทธิ์ได้อย่างไร พันธุศาสตร์ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สอดส่องคู่มือการทำงานของเชื้อโรค ขณะที่คนยุคกลางไม่มีวันรู้ว่ากาฬโรคเกิดขึ้นเพราะอะไร นักวิทยาศาสตร์กลับใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เพื่อระบุตัวตนไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ถอดรหัสจีโนม และพัฒนาวิธีตรวจหาผู้ติดเชื้อที่น่าเชื่อถือได้สำเร็จ
.
เมื่อนักวิทยาศาสตร์เข้าใจสาเหตุโรคระบาด มนุษย์จึงตอบโต้ได้ง่ายขึ้น การใช้วัคซีน ยาฆ่าเชื้อ การปรับปรุงสุขลักษณะ และเครื่องมือแพทย์ที่ดีขึ้นช่วยให้มนุษยชาติได้เปรียบเชื้อโรค ในปี 1967 โรคฝีดาษแพร่ไปยังคน 15 ล้านคนและสังหารคน 2 ล้านคนจาก 15 ล้านคน แต่ในทศวรรษถัดไปการรณรงค์ใช้วัคซีนโรคฝีดาษประสบความสำเร็จมาก กระทั่งปี 1979 องค์การอนามัยโลกประกาศว่ามนุษยชาติเป็นฝ่ายชนะ และเชื้อฝีดาษถูกกำจัดไปหมดแล้ว ในปี 2009 ไม่มีมนุษย์ซักคนเดียวที่ติดเชื้อหรือตายเพราะเชื้อฝีดาษ
.
พิทักษ์ชายแดน
.
ประวัติศาสตร์ตรงนี้สอนอะไรเราบ้างเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในปัจจุบัน
.
อย่างแรกเลยคือ มันบ่งชี้ว่าคุณไม่สามารถปกป้องตัวเองได้จากการปิดชายแดนอย่างถาวร อย่าลืมว่าโรคระบาดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแม้แต่ในยุคกลาง เป็นเวลานานก่อนยุคโลกาภิวัตน์ด้วยซ้ำ ต่อให้คุณพยายามลดการติดต่อจากโลกภายนอกให้อยู่ในระดับเดียวกับอังกฤษในปี 1348 นั่นก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี การทำแบบยุคกลางคงไม่ได้ผลนัก หากจะป้องกันตัวเองด้วยการตัดขาดจากภายนอก คุณคงต้องสวมบทเป็นมนุษย์ยุคหินอย่างเต็มตัว แล้วคุณทำได้จริงหรือ?
.
อย่างที่สอง ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าการป้องกันอย่างแท้จริงมาจากการแบ่งปันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และมาจากการร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งโลก เมื่อประเทศหนึ่งถูกโรคระบาดเล่นงาน ประเทศนั้นควรเต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดอย่างเที่ยงตรงโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหายนะทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ สามารถวางใจข้อมูลนั้นได้ และเต็มใจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือมากกว่ากีดกันชาติผู้ประสบภัย ทุกวันนี้จีนสามารถสอนบทเรียนสำคัญให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีความเชื่อใจและการร่วมมือกันในระดับนานาชาติ
.
มาตรการกักกันโรคที่มีประสิทธิภาพจะต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างนานาชาติ การกักตัวและปิดเมืองเป็นส่วนสำคัญเพื่อหยุดการแพร่กระจาย แต่เมื่อประเทศต่างๆ ไม่ไว้ใจกัน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่ากำลังต่อสู้อยู่อย่างเดียวดาย รัฐบาลย่อมลังเลที่จะออกมาตรการต่างๆ หากคุณพบกรณีผู้ป่วยไวรัสโคโรนา 100 รายในประเทศ คุณจะรีบสั่งปิดทั้งเมืองและพื้นที่นั้นอย่างเร่งด่วนหรือไม่? ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณคาดหวังอะไรจากประเทศอื่นมากแค่ไหน การสั่งปิดทั้งเมืองอาจทำให้เศรษฐกิจพังทลายลงได้ หากคุณเชื่อมั่นว่าประเทศอื่นจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ก็ย่อมมีโอกาสที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดได้ แต่เมื่อคุณมองว่าประเทศอื่นจะละทิ้งไปในยามวิกฤต คุณก็จะลังเลไปเรื่อยจนสายเกินการณ์
.
สิ่งสำคัญที่ผู้คนควรตระหนักถึงโรคระบาดเช่นนี้คือ การแพร่ระบาดไม่ว่าในประเทศไหนล้วนแต่เป็นอันตรายต่อมนุษยชาติทั้งมวล เพราะไวรัสมีการวิวัฒนาการอยู่เรื่อย ไวรัสอย่างโคโรนามีต้นกำเนิดจากสัตว์อย่างค้างคาว แรกเริ่มที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ก็ยังปรับตัวไม่ได้ดีนัก แต่เมื่อมันกำลังเพาะพันธุ์ในร่างกายมนุษย์ พวกไวรัสเกิดการกลายพันธุ์เป็นครั้งคราว แม้การกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นพิษภัยอะไร แต่มันทำให้ไวรัสสามารถติดต่อและต้านระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ และไวรัสกลายพันธุ์เหล่านี้จะแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วในหมู่มนุษย์ บุคคลคนหนึ่งอาจเป็นพาหะให้ไวรัสนับล้านล้านที่กำลังเพิ่มจำนวนอยู่ตลอดเวลา ทุกคนที่ติดเชื้อล้วนเป็นโอกาสของไวรัสนับล้านล้านที่จะปรับตัวให้เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้มากขึ้น แต่ละคนที่เป็นพาหะเปรียบเสมือนเครื่องเล่นพนันที่แจกจ่ายตั๋วนับล้านล้านให้กับไวรัส ขอเพียงแค่ตั๋วรางวัลใหญ่ใบเดียวเท่านั้นไวรัสก็จะผงาดขึ้นมา

.
นี่ไม่ได้เป็นเพียงการสังเกตการณ์เท่านั้น หนังสือ ‘Crisis in the Red Zone’ ของ ‘Richard Preston’ ก็อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นห่วงโซ่ เมื่อโรคอีโบลาระบาดในปี 2014 การระบาดเริ่มต้นขึ้นเมื่อไวรัสอีโบลาเริ่มแพร่จากค้างคาวสู่คน สิ่งที่เปลี่ยนอีโบลาจากโรคที่หาได้ยากให้กลายเป็นโรคระบาดร้ายแรงคือ การกลายพันธุ์ในยีนอีโบลาเพียงตัวเดียวที่มาจากใครคนหนึ่งในมาโคนา แถบแอฟริกาตะวันตก การกลายพันธุ์เพียงส่วนเล็กๆ นี้ที่เรียกว่า 'Makona Strain' ทำให้ระบบร่างกายมนุษย์ที่ปกติจะดึงเอาคอลเลสเตอรอลเข้าสู่เซลล์หันไปดึงเอาอีโบลาแทน และ Makona Strain นี้ทำให้ไวรัสติดต่อในมนุษย์ได้ง่ายขึ้นถึง 4 เท่า
.
ขณะที่คุณกำลังทอดสายตาอ่านไปตามบรรทัดตรงนี้ อาจมีการกลายพันธุ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นในยีนตัวหนึ่งของไวรัสโคโรนาในร่างกายใครสักคนที่เตหะราน มิลาน หรืออู่ฮั่น หากมันเกิดขึ้นจริง นี่จะไม่ใช่เพียงภัยคุกคามต่อชาวอิหร่าน ชาวอิตาเลียน หรือชาวจีนเท่านั้น แต่รวมไปถึงชีวิตคุณด้วย ทุกคนทั่วโลกล้วนมีผลประโยชน์และความเป็นความตายร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสโคโรน่ามีโอกาสกลายพันธุ์ต่อไปได้ และนั่นหมายความว่าเราต้องปกป้องประชาชนทุกคนในทุกประเทศ
.
ในช่วงยุค 1970 มนุษยชาติสามารถเอาชนะไวรัสโรคฝีดาษได้เพราะประชาชนทุกคนในทุกประเทศต่างได้รับวัคซีนป้องกันฝีดาษ หากมีเพียงประเทศเดียวที่ล้มเหลวในการฉีดวัคซีนให้ประชาชน นั่นอาจหมายถึงอันตรายต่อมนุษยชาติทั้งมวลได้ เพราะตราบใดที่ไวรัสฝีดาษยังคงอยู่และมีโอกาสพัฒนาตัวเองในที่ใดก็ตาม มันก็ยังแพร่กระจายต่อไปได้ทุกหนแห่ง
.
ในการต่อสู้กับไวรัส มนุษย์จะต้องคุ้มกันชายแดนให้มิดชิด ซึ่งไม่ใช่ชายแดนระหว่างประเทศ แต่ชายแดนที่ควรควบคุมอย่างเข้มข้นคือชายแดนระหว่างโลกมนุษย์กับพื้นที่ของไวรัส โลกใบนี้เป็นมิตรต่อไวรัสนับไม่ถ้วน และการกลายพันธุ์ของยีนทำให้ไวรัสชนิดใหม่ผุดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ขอบเขตที่แบ่งแยกพื้นที่ของไวรัสกับโลกมนุษย์นั้นอยู่ในร่างกายของมนุษย์ทุกคน หากไวรัสอันตรายฝ่าทะลวงเขตแดนนี้ไปได้ไม่ว่าที่ไหนก็ตามบนโลก นั่นจะทำให้ชีวิตของมนุษยชาติตกอยู่ในอันตราย
.
ในห้วงศตวรรษที่ผ่านมา มนุษยชาติได้เสริมปราการให้ชายแดนตรงนี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ได้ทำหน้าที่เสมือนแนวกำแพงตามชายแดนเหล่านั้น ทั้งพยาบาล แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนยามที่คอยลาดตระเวนและขับไล่ผู้รุกราน อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวชายแดนอีกมากที่ถูกปล่อยให้เปิดโล่งอย่างน่าเศร้า ยังมีผู้คนอีกหลายร้อยล้านทั่วโลกที่ขาดโอกาสเข้าถึงบริการด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน และนี่เป็นอันตรายต่อเราทุกคน เราต่างคุ้นชินกับการมองเรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องในชาติตนเอง แต่ทั้งนี้การบริการด้านสุขภาพที่ดีกว่าเดิมในอิหร่านหรือจีนล้วนแต่ช่วยป้องกันชาวอิสราเอลและอเมริกันจากโรคระบาดไปด้วย ความจริงอย่างง่ายข้อนี้ควรเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน แต่น่าเสียดายที่มันกลับไม่อยู่ในสายตาของกลุ่มคนที่มีความสำคัญที่สุดในโลก
.
.
โลกไร้ผู้นำ
.
วันนี้มนุษยชาติกำลังเผชิญวิกฤตร้ายแรงหลายประการ ทั้งไวรัสโคโรนาและการขาดความเชื่อใจระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เพื่อเอาชนะโรคระบาด ผู้คนต้องเชื่อใจผู้เชี่ยวชาญสายวิทยาศาสตร์ ประชาชนต้องเชื่อใจผู้มีอำนาจในรัฐบาล และเหล่าประเทศต้องเชื่อใจกันและกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่านักการเมืองขาดความรับผิดชอบได้บ่อนทำลายความเชื่อใจข้อมูลวิทยาศาสตร์ ผู้มีอำนาจในรัฐบาล และความร่วมมือระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ เรากำลังเผชิญวิกฤตโดยปราศจากผู้นำโลกที่สร้างขวัญกำลังใจ บริหารและระดมเงินจัดตั้งการมาตรการระดับโลกได้
.
ในช่วงที่เชื้ออีโบลาระบาดปี 2014 สหรัฐอเมริกามีลักษณะแบบผู้นำดังกล่าว สหรัฐยังมีบทบาทเดียวกันช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยสหรัฐสามารถระดมประเทศจำนวนมากพอเพื่อร่วมป้องกันภาวะเศรษฐกิจล้มทลายทั่วโลก แต่การบริหารของสหรัฐในปัจจุบันคือตัดการสนับสนุนองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก สหรัฐแสดงให้เห็นชัดเจนว่าตนไม่มีมิตรแท้ มีแต่ผลประโยชน์เท่านั้น เมื่อวิกฤตไวรัสโคโรนาเกิดขึ้น สหรัฐวางตัวออกห่างและไม่แสดงท่าทีเป็นผู้นำสถานการณ์จนกระทั่งวันนี้ ถึงแม้สหรัฐจะพยายามขึ้นเป็นผู้นำในที่สุด แต่การบริหารของสหรัฐในปัจจุบันสูญเสียความเชื่อใจเสียจนน้อยประเทศที่จะเต็มใจปฏิบัติตาม คุณจะยอมเชื่อใจผู้นำที่มีคติพจน์ “ฉันต้องได้ก่อน” จริงหรือ?
.
ไม่มีใครยอมเติมช่องว่างที่สหรัฐทิ้งไว้ ในทางกลับกัน ภาวะกลัวมนุษย์ นโยบายโดดเดี่ยว และความไม่เชื่อใจกลายเป็นนโยบายระหว่างประเทศหลัก เราไม่อาจหยุดการระบาดของไวรัสโคโรนาได้โดยปราศจากความเชื่อใจและความเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่เราจะพบโรคระบาดอีกในอนาคต แต่ทุกวิกฤตคือโอกาส ผมหวังว่าโรคระบาดครั้งนี้จะช่วยมนุษย์ตระหนักถึงอันตรายจากความแตกสามัคคีระดับโลก
.
ผมจะยกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ การระบาดอาจเป็นโอกาสทองสำหรับสหภาพยุโรปเพื่อเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชน หลังสูญเสียไปช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่โชคดีกว่ารีบสนับสนุนเงิน อุปกรณ์ และบุคลากรการแพทย์จำนวนมากไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่เคราะห์ร้าย การกระทำนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ค่านิยมของสหภาพยุโรปยิ่งกว่าสุนทรพจน์ใดๆ ในทางตรงข้าม หากแต่ละประเทศถูกทิ้งให้ช่วยเหลือตนเอง โรคระบาดนี้อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนการล่มสลายของสหภาพ
.
ท่ามกลางวิกฤตนี้ การต่อสู้ครั้งสำคัญเกิดขึ้นท่ามกลางมนุษยชาติ หากโรคระบาดครั้งนี้ทำให้มนุษย์ขาดความสามัคคีและความเชื่อใจกันและกันยิ่งขึ้น ไวรัสจะได้ชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุด หากมนุษย์ทะเลาะกัน ไวรัสจะเพิ่มจำนวนสองเท่า ในทางกลับกัน หากโรคระบาดทำให้โลกร่วมมือกันใกล้ชิดขึ้น มนุษย์จะไม่เพียงชนะไวรัสโคโรนาเท่านั้น แต่ยังจะชนะเชื้อโรคใดๆ ก็ตามในอนาคต.
.
แปลโดย อันโตนิโอ โฉมชา / พชร อังคเรืองรัตนา
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.

https://time.com/author/yuval-noah-harari/

First posted: 18 มีนาคม 2563 | 16:01