Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / บทความ ธุรกิจ-เศรษฐกิจ / ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมอย่างพลิกผัน สำคัญต่อการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างไร ? โดย พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมอย่างพลิกผัน สำคัญต่อการพัฒนาระบบการศึกษาอย่างไร ? โดย พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
Last updated: 26 พฤศจิกายน 2559 | 12:51
การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมอย่างพลิกผัน หรือ Disruptive Innovation เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ คือ ช่องว่างระหว่างคนในเมืองและคนในชนบท แม้ว่านโยบายของรัฐบาลจะทำให้การศึกษาสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้มีคุณภาพที่เท่าเทียมกันได้

ผู้ให้คำจำกัดความของ คำว่า “Disruptive innovation” คือ Clayton Christensen แห่ง Harvard Business School ผู้แต่งหนังสือ “The Innovator’s Dilemma” โดยเขาอธิบายว่า นวัตกรรมได้สร้างตลาดใหม่และพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมและสังคม โดยทำให้เกิดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ซึ่งไม่เพียงเป็นผลมาจากการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ยังรวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ รูปแบบการศึกษาใหม่ๆ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเดิมในรูปแบบใหม่ด้วย

Disruptive Innovation สามารถเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญในการปรับระดับของการศึกษาได้

อย่างกว้างขวาง ซึ่งในอดีต คนที่มีฐานะหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆได้ แต่นับจากนี้ไป Disruptive Innovation จะสามารถทำให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตัวอย่างเช่น การใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 1960 เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาสูงมาก บางเครื่องมีราคาหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะต้องติดตั้งในอาคารขนาดใหญ่ และจะต้องมีการดำเนินการโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ขั้นสูงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย สามารถทำงานได้หลากหลายมากกว่าในอดีต และง่ายเพียงใช้ปลายนิ้วสัมผัส เพราะนวัตกรรมฮาร์ดแวร์และซอพท์แวร์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด (Disruptive Innovation) จึงผลักดันทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นสินค้าราคาถูกที่แพร่หลายในตลาดอย่างอัศจรรย์ จนในที่สุดทุกคนก็สามารถเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องจบการศึกษามาในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ก็ได้

ในทำนองเดียวกันกับเทคโนโลยีด้านการศึกษาซึ่งในอดีตเหล่าบรรดาขุนนางหรือคนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ แต่ในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ส่วนบุคคลได้ โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง ซึ่งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงนี้ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ไม่ยากอีกต่อไป อีกทั้งผู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลที่ต้องการรู้ ได้ด้วยความรวดเร็วด้วยปลายนิ้วสัมผัส และสามารถได้ความรู้มาถึงตรงหน้าบนจอคอมพิวเตอร์พกพาเล็กๆ (โทรศัพท์มือถือ) ภายในไม่กี่วินาที

Disruptive Innovation เป็นการก้าวกระโดดของการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดการการหลอมรวมระหว่างสังคมมนุษย์, เทคโนโลยี mobile, Cloud, Big data, Artificial Intelligence (AI) เข้าด้วยกัน และการเติบโตอย่างรวดเร็วของประชากรที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในรูปแบบ anywhere anytime anyone กำลังจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม ในทุกธุรกิจ ในระบบการศึกษา และในทุกแห่งทั่วโลก

Disruptive Innovation ทำให้เกิดระบบการศึกษาส่วนบุคคล ระบบการศึกษาที่สามารถนำมาปรับให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน (Personalization) ที่มีความต้องการแตกต่างกันไป ซึ่งในอดีตจะมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก แทนที่เราจะเลือกใช้วิธีการศึกษาที่มีรูปแบบคล้ายโรงงานผลิตสินค้าแบบเดียวกันในปริมาณมาก เหมือนเช่นโรงเรียนสอนนักเรียนจำนวนมากๆ ในสาระวิชาเดียวกัน มีการประมวลผลนักเรียนเป็นกลุ่มๆ มีตารางเรียนและระยะเวลาเรียนที่แน่นอน แต่ปัจจุบันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ทำให้เกิดการศึกษาส่วนบุคคลขึ้น โดยการศึกษาจะไม่ทำการสอนแบบยกเข่งแบบในอดีตที่ผ่านมา จนได้ผู้จบการศึกษาที่มีความรู้คล้ายกันไปหมด โดยไม่มีจุดเด่นและความเชี่ยวชาญที่ชัดเจนเลย

ความท้าทายด้านดิจิทัลในภาคการศึกษา เกิดจากความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้วยอัตราเร่ง ที่เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อวิธีการในการศึกษา โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคการศึกษา ในหลายประเด็น ได้แก่

- ลดอุปสรรคในการเข้าถึง : เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ นักเรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องไปนั่งเรียนในชั้นเรียน

- ความต้องการของ Digital Natives : คนยุคใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลตั้งแต่เกิด ต่างมีความคาดหวังว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะทำให้ภาคการศึกษามีความยืดหยุ่น สามารถเข้าถึงการศึกษาได้จากอุปกรณ์เคลื่อนที่ และจูงใจผู้เรียนมากขึ้น ด้วยการปรับเนื้อหาให้เป็นรูปแบบที่มีความบันเทิงมากขึ้น เช่น สื่อการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน ที่ใช้การ์ตูนหรือละครเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน ทำให้สามารถจูงใจผู้เรียนให้อยากเรียน และทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

- ความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีดิจิทัล : เทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นใหม่ๆในปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้น และมีความหลากหลาย แต่ความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีดิจิทัลว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด ซึ่งอาจทำให้สถาบันการศึกษาบางแห่งยังคงใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมอยู่ เพราะเกรงว่าจะเป็นการลงทุนที่ผิดทาง และอาจเปล่าประโยชน์

- การพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล : ทักษะที่จำเป็นในการดำเนินการและการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่มักจะขาดแคลนบุคคลากร และต้องใช้เวลาในการพัฒนาทักษะความสามารถ และลงทุนสูง

เทคโนโลยีดิจิทัล มีศักยภาพในการพัฒนาภาคการศึกษาได้ในหลายๆแนวทาง ได้แก่

- ห้องเรียนออนไลน์ ที่จะทำให้คุณภาพของการศึกษาของประชาชนดีขึ้น

- Mobility ทำให้การเรียนการสอนไม่ยึดติดกับสถานที่และเวลา ผู้เรียนสามารถเรียนจากที่ใด เวลาใดก็ได้ ผู้สอนสามารถสอนจากที่ใดก็ได้

- การเรียนออนไลน์ผ่านเว็บ ทำให้ผู้เรียนสามารถทบทวนบทเรียนได้บ่อยเท่าที่ต้องการ   

- Analytics จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบการเรียนการสอนออนไลน์ สามารถวิเคราะห์ผู้เรียนได้รอบด้าน และยังสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงคุณภาพของบทเรียนออนไลน์อีกด้วย

- สื่อสังคมออนไลน์ จะช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถสร้างความร่วมมือ การมีส่วนร่วม และสนับสนุนให้มีการอภิปรายซึ่งกันและกันมากขึ้น

- การเรียนรู้แบบผสมผสาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในภาคการศึกษา ทำให้มีสื่อการสอนที่หลากหลาย และสามารถพัฒนาความรู้ที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น  

การพัฒนา Digital Education จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาได้อย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่สามารถรองรับนักศึกษาได้ถึง 17 ล้านคน นั่นคือมหาวิทยาลัย Coursera ซึ่งเป็นมหาวิทยาดิจิทัล เช่นเดียวกับ edX, Udacity และ Khan Academy ที่สามารถรองรับนักศึกษาได้มากกว่าล้านคน และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น Stanford, MIT, Duke และ University of Manchester ที่มีหลักสูตรเรียนฟรีกว่าร้อยหลักสูตร โดยในการพัฒนาประสบการณ์การศึกษาแบบดิจิทัล (Digital Education) จะต้องเริ่มจากการวาง Roadmap ด้วยการพิจารณาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเรียนการสอน ที่ควรจะต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับการพัฒนาและสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของรูปแบบการเรียนการสอน และตอบสนองความต้องการในอนาคต

รูปแบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง หรือที่เรียกสั้นๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า Disruptive Education เกิดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์และพฤติกรรมการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารของคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้เกิดลักษณะของ open source ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตร่วมกันได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ ทุกเวลา และเกิดการสร้างเนื้อหาข้อมูลและความรู้ร่วมกัน อย่างเช่น Wikipedia ที่เข้ามาแทนที่สารานุกรมเล่มหนาๆ นอกจากนี้สื่อข้อมูลแบบดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์ และทีวี ยังถูกคุกคามด้วยสื่อดิจิทัล

มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 สถาบันการศึกษาและรูปแบบการศึกษาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อการปรับให้ตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ โดยมีส่วนร่วมและความร่วมมือกันระหว่างผู้เรียน ครอบครัว ชุมชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการสร้างการบริการทางการศึกษา มีการลงทุนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน มีความร่วมมือทางเทคโนโลยี และแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกันระหว่างสถาบันการศึกษา

มีการคาดว่า Disruptive Innovation จะทำให้รูปแบบการศึกษาในอนาคต มีลักษณะดังนี้

1. มีรูปแบบการศึกษาที่เปิดกว้าง

การศึกษาที่เปิดกว้างนั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและทรัพยากรทางการศึกษาได้อย่างอิสระ  ทำให้เกิดโอกาสในการแบ่งปัน และพัฒนาเนื้อหาที่หลากหลายได้ตามความต้องการของทั้งผู้เรียนและผู้สอน  โดยทรัพยากรทางการศึกษาเหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ มีความยืดหยุ่น มีลักษณะตรงกับความต้องการ และสามารถใช้ร่วมกันได้ในเครือข่ายการเรียนการสอน ผู้เรียนและผู้สอนสามารถใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการหาทรัพยากร และส่งมอบทรัพยากรที่ตัวเองพัฒนาไปยังผู้อื่นได้ เครือข่ายการเรียนรู้นี้ทำให้เกิดการเรียนรู้ส่วนบุคคล และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยทรัพยากรทางการศึกษาแบบเปิดกว้างนี้ จะส่งผลกระทบต่อเครื่องมือและทรัพยากรทางการศึกษาแบบดั้งเดิมที่มีราคาแพง  

2. การเรียนรู้ไม่ต้องใช้สถานที่

การเรียนการสอนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องอาศัยสถาบันการศึกษาในการเรียนการสอน แต่ในอนาคตการศึกษาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถานที่จากสถาบันการศึกษาอีกต่อไปแล้ว โรงเรียนจะเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดการเรียนการสอน เป็นที่กลั่นกรองทรัพยากรทางการศึกษา หลักสูตร และเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมทางการศึกษา ซึ่ง Digital Education ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงหลักสูตรและเนื้อหาการเรียนได้เพิ่มเติม ผู้เรียนสามารถค้นหาเนื้อหาและทรัพยากรทางการศึกษาต่างๆได้ง่ายขึ้น ผู้เรียนมีทางเลือกสำหรับวิธีการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสมของตัวเอง ดึงดูดใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน ช่วยในการพัฒนาวิชาชีพได้มากขึ้น วิธีการสอนจะเน้นไปทางการอภิปราย การสาธิต และประสบการณ์ทำงาน ซึ่งผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้จากอุปกรณ์ใดก็ได้เมื่อไม่สามารถเข้าร่วมเรียนได้ในชั้นเรียน สร้างความยืดหยุ่นให้กับรูปแบบการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ได้มากขึ้น  

3. มีทักษะด้านสารสนเทศเพิ่มขึ้น

จากการที่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ ทักษะการรู้สารสนเทศ (Transliteracy) มีความสำคัญเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความสามารถในการอ่าน การเขียน การสื่อสาร การใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการศึกษา รู้วิธีการค้นหาข้อมูลสารสนเทศ รู้แหล่งข้อมูล รู้จักเลือกข้อมูลเนื้อหาที่ตรงกับเรื่องที่กำลังศึกษา สามารถประเมินได้ว่าข้อมูลที่มีอยู่มีประโยชน์ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ และสร้างเป็นความรู้ใหม่ รูปแบบการศึกษาแบบดั้งเดิมอาศัยตำราเรียนในรูปแบบหนังสือเป็นหลัก แต่ในอนาคตจะมีทรัพยากรทางการศึกษาหลายรูปแบบมากขึ้น

ในช่วงเวลาจากนี้ไปเทคโนโลยีดิจิทัล จะทำให้เกิดการประยุกต์ในทุกอุตสาหกรรม เช่น การควบคุมเครื่องจักรและเครื่องยนต์ที่ชาญฉลาด (machine intelligence), เครือข่ายเว็ปเคลื่อนที่ (ubiquitous web), โมบายบรอดแบนด์ (Mobile Broadband) และยานพาหนะไร้คนขับ (unmanned vehicles) ไปจนถึงซอฟต์แวร์ที่สามารถแปลภาษาได้ทุกภาษา โดยเทคโนโลยีที่เหล่านี้จะทำลายอุปสรรคที่มนุษย์จะเข้าถึงการศึกษา การบริการสาธารณสุข อีกทั้งการปฏิวัติด้านดิจิทัลจะทำให้เกิดการสร้างงานอย่างมหาศาล และในทางกลับกันก็จะทำลายตำแหน่งงานและธุรกิจรูปแบบเดิมออกไปจนสิ้น

---------------------

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม

26 พฤศจิกายน 2559  10:00

www.เศรษฐพงค์.com

 
 

First posted: 26 พฤศจิกายน 2559 | 12:47