Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / กฎหมาย / คดีแพรวา 9 ศพ, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล,อัยการ, ขั้นตอนการบังคับคดีแพ่ง
อัยการ'ธนกฤต วรธนัชชากุล'แจงคดีแพรวา 9 ศพ ขั้นตอนที่โจทก์ร่วมจะขอศาลบังคับคดีแพ่ง25ล้าน ชี้ต้องทำใน 10ปี
อัยการ'ธนกฤต วรธนัชชากุล'แจงคดีแพรวา 9 ศพ ขั้นตอนที่โจทก์ร่วมจะขอศาลบังคับคดีแพ่ง25ล้าน ชี้ต้องทำใน 10ปี
นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด แจงคดีแพรวา 9 ศพมีขั้นตอนทางกฏหมายขอศาลบังคับคดีใน 10 ปี
Last updated: 18 กรกฎาคม 2562 | 11:53
นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด แจงขั้นตอนการบังคับคดีทางเเพ่ง คดีแพรวา 9 ศพ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล โจทก์ต้องขอศาลออกหมายจับบังคับคดี-ขอศาลบังคับคดีใน 10 ปี-โจทก์ต้องสืบหาทรัพย์สิน-ขอศาลออกหมายค้น

18 กรกฎาคม 2562-นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยขั้นตอนการบังคับคดีทางเเพ่ง คดี “แพรวา” ขับรถชนรถตู้โดยสาร เมื่อปี 2554 ว่า ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2562 ที่พิพากษาให้ น.ส.แพรวา จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอีก 3 คน ชดใช้ค่าเสียหายในคดีละเมิดจากการขับรถยนต์โดยประมาท เป็นจำนวนเงินรวม 20 กว่าล้านบาท นั้น หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ) มาตรา 272 และ 273 ศาลจะออกคำบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ซึ่งปกติศาลจะให้เวลาในการปฏิบัติตามคำบังคับ 30 วัน และขณะนี้ก็ได้ล่วงเลยระยะเวลาในการให้จำเลยทั้ง 4 คน ปฏิบัติตามคำพิพากษามาแล้ว

จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ขอศาลออกหมายบังคับคดี

เมื่อจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 4 คน ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล บรรดาโจทก์ร่วมผู้เสียหาย ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะต้องร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 และถ้าศาลเห็นว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบคำบังคับแล้ว แต่ไม่ชำระหนี้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำบังคับ ศาลก็จะออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 276 โดยศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดี เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 คือ ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ซึ่งในคดีนี้คือศาลแพ่ง

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี

มีข้อสังเกตที่สำคัญคือ ตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 274 กำหนดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นั้น หมายถึงว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทั้ง 3 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี คือ

1. ร้องขอต่อศาลให้ออกหมายบังคับคดี 

2. แจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่ามีการออกหมายบังคับคดีแล้ว 

3. แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

ดังนั้น หากได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนทั้ง 3 นี้แล้ว หากมีทรัพย์สินรายการใดที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แถลงขอยึดไว้ แต่ไม่ได้ทำการยึดทรัพย์สินรายการนั้นภายใน 10 ปี ก็ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินนั้นต่อไปได้ เพราะถือว่าได้มีการร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี แล้ว และถือว่าเป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินงานของเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น ไม่ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมดสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินรายการดังกล่าวแต่อย่างใด

แต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะไปบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินรายการอื่นเพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งไม่ได้เป็นทรัพย์สินรายการที่แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ยึดไว้ภายในระยะเวลา10 ปี ไม่ได้ เพราะถือว่าไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่มีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี ต้องห้ามตามกฎหมาย

อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีในการบังคับคดีทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

เมื่อมีการออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 4 คน ด้วย 4 วิธีการ ดังนี้ 1. ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา 2. อายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะเรียกให้บุคคลภายนอกชำระเงินหรือส่งมอบหรือโอนทรัพย์สิน 3.อายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่จะเรียกให้บุคคลภายนอกชำระหนี้อย่างอื่นนอกจากที่กล่าวมาแล้ว 4.ขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ได้มาจากการยึดหรือการอายัดหรือซึ่งสิทธิเรียกร้องที่ได้อายัดไว้

การสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

ในการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 4 คน นั้น หากบรรดาโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุอันควรเชื่อว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดี แต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นอยู่หรือเก็บไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 277 ที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนได้ ซึ่งถ้าศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าจะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาศาล เพื่อทำการไต่สวนในเรื่องทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอศาลออกหมายค้นสถานที่

และในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบัญชี เอกสาร จดหมาย หรือวัตถุอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในสถานที่ที่บุคคลอื่นครอบครองอยู่ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลออกหมายค้นสถานที่นั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 283

อำนาจอื่นที่สำคัญของเจ้าพนักงานบังคับคดี

นอกจากนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 282 ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดี ดังนี้

1. ค้นสถานที่และตรวจสอบและยึดบัญชี เอกสาร จดหมาย หรือวัตถุอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาเพื่อตรวจสอบ 

2. เปิดสถานที่รวมทั้งตู้นิรภัย ตู้ หรือที่เก็บของอื่นๆ ได้ ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีบัญชี เอกสาร จดหมาย หรือวัตถุอื่นใดเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอยู่ในสถานที่ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาครอบครองหรือครอบครองร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย

 

First posted: 18 กรกฎาคม 2562 | 11:53