Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / คอร์รัปชั่น / ศาลปกครองสูงสุด, ระงับคำสั่งปลดอดีตข้าราชการ 89 ราย, ป.ป.ช.ชี้ผิดวินัยร้ายแรง, ทุจริตสอบเข้านายอำเภอ
ศาลปกครองสูงสุดระงับคำสั่งปลด 89 อดีตข้าราชการทุจริตสอบเข้า รร.นายอำเภอ ชี้ต้นสังกัดต้องตั้ง กก.สอบก่อนศาลมีคำพิพากษา
ศาลปกครองสูงสุดระงับคำสั่งปลด 89 อดีตข้าราชการทุจริตสอบเข้า รร.นายอำเภอ ชี้ต้นสังกัดต้องตั้ง กก.สอบก่อนศาลมีคำพิพากษา
Last updated: 16 พฤษภาคม 2562 | 22:15
ศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับคำสั่งปลดออกจากราชการ 89 อดีตข้าราชการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ชี้แม้ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลกระทำผิดวินัยร้ายแรง แต่เป็นกรณีประพฤติชั่วร้าย ไม่ใช่ทุจริตต่อหน้าที่ต้นสังกัดต้องตั้ง กก.สอบก่อน ไม่ใช่สั่งปลดเลย จึงระงับการปลดไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

16 พฤษภาคม 2562-ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาโดยสั่งระงับคำสั่งปลดนายคิม ปรีเปรม กับพวกรวม 89 คนออกจากราชการ ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวนายคิมกับพวกเป็นอดีตข้าราชการพลเรือน ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรนายอำเภอเหตุเกิดเมื่อปี 2552 ต่อมากรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งปลดออกจากราชการ เมื่อปี 2558 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม กับพวกรวม 6 คน ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งปลดออกจากราชการ ดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

ส่วนเหตุผลที่ศาลปกครองสูงสุดระงับ คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระบุว่า รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ให้อำนาจแก่ ป.ป.ช. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการไต่สวนกรณีที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ ดังนั้น หากการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช.ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกร้องเรียนได้กระทำความผิดวินัยฐานอื่น อันมิใช่ฐานทุจริตต่อหน้าที่เช่นในคดีนี้ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลว่า นายคิมกับพวก กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อธิบดีกรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 จะต้องถือเอารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและความเห็นของ ป.ป.ช. เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2541 แล้วพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ ป.ปช. มีมติโดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีกได้ 

อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงต้องดำเนินการสอบสวนทางวินัยนายคิมกับพวกที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนตามขั้นตอนของกฎหมาย แล้วออกคำสั่งลงโทษตามฐานความผิดที่ได้ดำเนินการสอบสวนใหม่ต่อไป ดังนั้น การที่อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีคำสั่งลงโทษปลด นายคิมกับพวก ออกจากราชการตามข้อพิพาทนี้ โดยไม่ได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยก่อนออกคำสั่ง คำสั่งลงโทษดังกล่าวจึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ นายคิมกับพวก มิได้รับราชการ ย่อมทำให้นายคิมกับพวกหมดโอกาสในการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษหรือตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น หรือหากได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว นายคิมกับพวกย่อมไม่อาจกลับเข้ารับราชการได้ ดังนั้น หากให้คำสั่งปลดดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป ย่อมเป็นกรณีที่ยากจะเยียวยาแก้ไขความเสียหายให้แก่นายคิมกับพวกได้ในภายหลัง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะระหว่างการให้นายคิมกับพวกได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลไปก่อน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการที่จะได้บุคลากรกลับมาปฏิบัติหน้าที่ อันจะเป็นผลให้มีกำลังคนหรือบุคลากรเพิ่มขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดินหรือการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ ก่อให้เกิดความรวดเร็วและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

 

First posted: 16 พฤษภาคม 2562 | 22:10