Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / ข่าวนี้มีประเด็น / โซเชียล, อาวุธ, หาความจริง,ความมั่นคง, อำนาการเมือง, ชาติตะวันตก
ตามหาความจริง การใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ โดย ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ
ตามหาความจริง การใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธ โดย ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ
Last updated: 22 พฤษภาคม 2563 | 12:11
โซเชียลมีเดียถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการบิดเบือนข้อเท็จจริง ยัดเยียดความเกลียดชัง เพื่อนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศ ตลอดจนการแทรกแซงความมั่นคงภายในประเทศต่างๆโดยประเทศมหาอำนาจตะวันตก ด้วยการสนับสนุนความขัดแย้งในภายในประเทศ

จะเห็นได้จากตัวอย่างของการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มไอเอสในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อปลุกระดม รวมพล และปฏิบัติการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงเมื่อหลายปีก่อน, กรณี Cambridge Analytica , การเคลื่อนไหวของม็อบฮ่องกง ฯลฯ ตลอดมาจนกระทั่งสงครามข่าวสารเรื่องไวรัสโควิดระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นตัวอย่างของการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธแทบทั้งสิ้น

.
จากหนังสือ LikeWar: The Weaponization of Social Media โดย P. W. Singer และ Emerson T. Brooking ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงได้อธิบายถึงการทำสงครามในโลกออนไลน์เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ขึ้นในโลกของความเป็นจริง โดยมีคนระดับอดีตหัวหน้า Central Intelligence Agency (CIA), National Security Agency (NSA) และ Defense Intelligence Agency (DIA) ของประเทศสหรัฐอเมริกาเขียนคำนิยมให้กับหนังสือเล่มนี้อีกด้วย หรือแม้แต่กระทั่งการเป็นหนึ่งในหัวข้อลำดับที่ 9.The Weaponisation of Social Media ของการประชุมลับระดับโลกอย่าง Bilderberg Meeting 2019 จึงเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีของการนำโซเชียลมีเดียมาใช้เป็นอาวุธ
.
อย่างที่ทราบกันดีในทางภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยค่อนข้างมีบทบาทสำคัญในเกมการเมืองของขั้วมหาอำนาจโลก จึงเป็นสาเหตุที่มหาอำนาจตะวันตกมักจะเล่นเกมสองหน้า แบบทำดีต่อหน้าแล้วแทรกแซงลับหลัง เพื่อฉกฉวยและตักตวงผลประโยชน์จากประเทศไทยของเราเสมอ ในส่วนของการที่จะแทรกแซงประเทศไทยได้นั้น จะต้องทำให้ประเทศไทยอ่อนแอเสียก่อน และวิธีการที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการทำลายความสามัคคีของคนในชาติ ยุยงปลุกปั่นให้แตกแยก รวมถึงการบั่นทอนสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยทั้งปวง
.
ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจึงถูกใส่ร้ายด้วยเรื่องปัญญาอ่อน ด้วยหลักฐานที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ การใส่ร้ายทั้งหมดจึงเป็นเพียงข่าวลือหลอกปั่นหัวกันไปมาเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น แถมส่วนมากก็จะมาจากกลุ่มใต้ดินโดยบุคคลหน้าตาเดิมๆ กลุ่มเดิมๆ ที่ใส่ร้ายสถาบันฯ จนเป็นอาชีพ ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้สถาบันฯ ดูเป็นผู้ร้ายในสายตาคนไทย ขณะเดียวกันกลุ่มบนดินก็จะสร้างภาพให้ตัวเองเป็นฝ่ายพระเอกมาปลดแอกจากผู้ร้ายโดยใช้วิธีการการปลุกระดมมวลชน ด้วยหวังว่าจะสามารถจุดชนวนสงครามกลางเมืองนำไปสู่การล้มล้างการปกครองเลียนแบบการปฏิวัติฝรั่งเศสหรือรัสเซียได้
.
ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้ว สถาบันฯ เป็นเสาหลักของชาติ เป็นผู้สร้างชาติมาในทุกยุคทุกสมัย เป็นรากฐานของประชาธิปไตยและความเจริญรุ่งเรืองมากมาย ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กำลังจะทรงพระราชทานพระราชอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้วยการทำอำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชน แต่แล้วคณะราษฎรกลับปล้นพระราชอำนาจ แก่งแย่งกันไปมา สุดท้ายแล้วอำนาจอธิปไตยก็ไม่เคยเป็นของปวงชนอย่างแท้จริง และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบเผด็จการตัวจริงของการเมืองไทยเรื่อยมาตั้งแต่สมัยคณะราษฎร 2475 อันเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลัง วุ่นวาย และแตกความสามัคคี มาจนถึงทุกวันนี้
.
ด้วยการสนับสนุนให้คนในชาติทะเลาะกันเองและพยายามบั่นทอนความมั่นคงของสถาบันฯ โดยมีกลุ่มประเทศมหาอำนาจตะวันตกหนุนหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มใต้ดินมาโดยตลอด ยิ่งในปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้เลือกใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธสำคัญ ด้วยการปั่นกระแสในโลกโซเชียลด้วยข่าวปลอมและชุดความเชื่อที่อันตราย เพื่อสะสมความขัดแย้ง แตกแยก และเกลียดชัง อันจะนำไปสู่ความรุนแรงในอนาคต
.
ก่อนหน้าที่จะมีพรรคอนาคตใหม่ จะสังเกตได้ว่า มีเพจข่าวหน้าใหม่ในเฟซบุ๊คถือกำเนิดขึ้นมาจำนวนหลายเพจเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางความคิด ค่อยๆกลืนและสร้างฐานมวลชน ก่อนที่จะค่อยๆ เปิดเผยโฉมหน้าพร้อมกับแสดงธาตุแท้ออกมา และปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นของคนกลุ่มใด ยังไม่รวมถึงเพจใต้ดินอีกมากมายในฐานะรังของพวกซอมบี้ที่ไร้ความรับผิดชอบต่อการกระทำทางกฎหมายซึ่งเคลื่อนไหวในไปในทิศทางเดียวกันแทบทั้งสิ้น
.
พอมีพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น การเมืองไทยก็ได้พลิกโฉมใหม่ไปสู่การใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธอย่างชัดเจน ด้วยการปั่นกระแสโซเชียลด้วยข่าวปลอม สร้างกระแสปั่นความสับสนแล้วทิ้งความแคลงใจพร้อมกับปมแห่งความขัดแย้งไม่รู้จักจบจักสิ้น เรื่องเก่ายังไม่ทันจะเคลียร์ ก็ปั่นกระแสใหม่เรื่อยไป จนท้ายที่สุดเรื่องโกหกอาจจะกลายเป็นเรื่องจริงก็ได้สำหรับคนที่ไม่มีวิจารณญาณและไม่ได้ติดตามข่าวจนถึงที่สุดของความจริง รวมไปถึงปรากฏการณ์ทัวร์ปัญญาอ่อนของฝูงซอมบี้ที่ระดมโดยเพจใต้ดินให้เข้าไปแสดงความกักขฬะต่อคนที่เห็นต่างหรือเป็นภัยต่อเครือข่ายของพรรคอนาคตใหม่
.
แม้ปัจจุบันนี้แกนนำพรรคอนาคตใหม่จะผันแปรเป็นคณะก้าวหน้า ก็ยังมีพฤติกรรมเช่นเดิมไม่เคยทำอะไรนอกจากพยายามหลอกใช้คนที่รู้ไม่เท่าทันเป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วยการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธบิดเบือนความเป็นจริงราวกับเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ ทิ้งระเบิดแห่งความแคลงใจ ฉกฉวยโอกาสสร้างความขัดแย้งและเกลียดชังหวังให้เกิดความรุนแรง ล่าสุดจากการหลอกลวงประชาชนด้วยการแจกเงินสามพันบาทถ้วนหน้าจนเพจเฟซบุ๊คของคณะก้าวหน้าก็ฟันยอดไลค์เป็นล้านๆนั่นเอง
.
ตัวอย่างอานุภาพของการปั่นกระแสในโลกโซเชียลของคนกลุ่มนี้จะเห็นได้ชัดเจนในทวิตเตอร์ ถ้าลองสังเกตดีๆในทวิตเตอร์บ่อยครั้งจำนวนการรีทวิตในทวิตเตอร์ของเขาและเครือข่ายจะมากกว่าจำนวนการไลค์อย่างผิดสังเกต บางครั้งก็มากกว่าถึง 3-4 เท่าเลยทีเดียว เพราะแม้แต่ทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกาก็ยังต้องอายเลยที่ไม่สามารถทำอะไรได้แบบนี้ ดังนั้นไม่ต้องถามเลยว่าใครหรือกลุ่มใดที่อยู่เบื้องหลังการปั่นกระแสเลวๆในทวิตเตอร์ของไทย
.
ด้านความสัมพันธ์แบบฝนตกขี้หมูไหลของนายปิยบุตรกับภรรยา มันก็ช่างบังเอิญที่สามีเป็นชายไทยผู้คลั่งการปฏิวัติฝรั่งเศสในขณะที่คนฝรั่งเศสปัจจุบันกลับมองว่าเป็นเรื่องป่าเถื่อน วันๆเอาแต่ปลุกระดมและบิดเบือนใส่ร้ายสถาบันฯเรื่อยมาตั้งแต่ในซอกหลืบของรั้วมหาลัยลุกลามมาในโลกโซเชียล ในขณะที่ภรรยาชาวฝรั่งเศสก็มักใส่ร้ายป้ายสีสถาบันฯและสถาบันสำคัญอื่นๆของชาติ โดยใช้วิชาการบังหน้าแต่สุดท้ายก็มีแต่ความเชื่อลอยๆที่บิดเบือนไม่ได้ต่างจากสามี แถมอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอกของผู้หญิงคนนี้ก็เป็นชาวฝรั่งเศสด้วยกันที่มีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันที่มักใส่ร้ายบิดเบือนประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ในภูมิภาคแถบนี้ แต่จะมุ่งเป้าหมายไปที่ประเทศบรูไนเป็นหลัก และที่สำคัญที่สุดคือการที่นายปิยบุตรกับภรรยาล้วนแล้วแต่เคยเดินสายหรือปรากฏตัวพร้อมๆกับนายสมศักดิ์และนายแอนดรูว์ ซึ่งถือเป็นสองแหล่งข่าวสุดปัญญาอ่อนบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีสถาบันฯตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
.
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการทำงานของคนพวกนี้ทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบจนยากที่จะปฏิเสธได้ว่าหากปราศจากการหนุนหลังของชาติมหาอำนาจตะวันตกที่มีเป้าหมายในการแทรงแซงประเทศไทยแล้ว คนกลุ่มนี้คงไม่ได้มาไกลถึงวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือยัดเยียดความขัดแย้งและความรุนแรงแบบไม่รู้ตัวเพื่อสร้างระเบิดเวลาแห่งความรุนแรงในที่สุด
.
เพราะฉะนั้น สงครามในยุคปัจจุบันจึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธหนักทำลายล้างเสมอไป หากแต่เป็นการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธโดยอาศัยความเชื่อและยัดเยียดข้อมูลปลอมๆ เพื่อบ่มเพาะความขัดแย้งให้คนในชาตินั้นๆ แตกความสามัคคี แบ่งฝ่ายรบกันเอง ทำลายล้างกันเอง รอวันที่ชาตินั้นๆจะอ่อนแอแล้วเข้ามาแทรงแซง กอบโกย และตักตวงผลประโยชน์ในที่สุด

First posted: 22 พฤษภาคม 2563 | 12:11