รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 3 ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หรือในอีกนัยยะหนึ่ง อำนาจสูงสุด นั้นเป็นของปวงชนชาวไทย และ โดยที่รัฐธรรมนูญในฐานะกติกาสูงสุดของประเทศที่ผู้ใดละเมิดมิได้ ได้ออกแบบให้ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตย โดยผ่านการออกเสียงเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ ซึ่งผลการเลือกตั้งและผลการออกเสียงประชามติ ผูกพัน ทุกองค์กร ทั้งที่เป็นองค์กรของรัฐ รวมทั้งประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหลาย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเมื่อประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติ ไปแล้ว อำนาจอธิปไตยของประชา ชนจะหมดสิ้น หรือสะดุดหยุดลง ประชาชนยังคงไว้ซึ่งอำนาจอันชอบธรรม ในอันที่จะติดตามตรวจสอบ ว่าผลของการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามตินั้นได้เป็นไปตามเจตจำนงที่ได้มอบหมายไปแล้วหรือไม่ อีกทั้งยังคงไว้ซึ่งอำนาจ ตามที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ เช่นอำนาจในการเสนอกฎหมาย การถอดถอนผู้มีอำนาจ เป็นต้น

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนวันออกเสียงประชาติ 80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฎว่าประชาชนไทยร่วมกันออกเสียงประชามติเห็นชอบ “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นเสียง เสียงข้างมากของประชาชนคนไทยเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่มากกว่าเสียงไม่เห็นชอบ “ทุกภาค”ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ให้อำนาจถูกผูกขาดเช่นเดิมต่อไป
ผลพวงของการประชามติทั่วประเทศจากประชาชนในครั้งนี้ จึงเป็นผลผูกพันโดยตรง ต่อรัฐบาลและรัฐสภาในทางกฎหมายและเจตจำนงค์ทางการเมืองของประชาชน ในการออกแบบให้มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ต่อไปจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมเพื่อนำไปสู่การร่างใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรงจากประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันที เพราะผลการประชามติมีผลผูกพันเชิงบังคับ (Binding Referendum) ที่รัฐจะต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ การประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้ ไม่ใช่คำถามการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดใดหรือมาตราใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการออกเสียงประชามติของประชาชนไทยทั้งประเทศว่าจะเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องมายังรัฐบาลและรัฐสภา เร่งดำเนินการตามเจตจำนงค์ของประชาชนซึ่งเปรียบดั่งเสียงสวรรค์ โดยไม่พยายามเบี่ยงเบนเจตนาหรือลดทอนเสียงของประชาชนเป็นอย่างอื่น และไม่อาจหลีกเลี่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่โดยการแต่งตั้ง สสร.ของตนเองมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกลุ่มคณาธิปไตย เฉกเช่นการออกแบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ซึ่งจะกลายเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองเช่นที่ผ่านมา
เพื่อป้องกันการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับคณาธิปไตยใหม่โดยเบี่ยงเบนเจตน์จำนงของประชาชนที่ได้ลงประชามติต้องการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ที่มาจากการรัฐประหารและการออกแบบกับดักโดยกลุ่มอำนาจนิยมทางการเมือง คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภา จัดให้มี สสร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเห็นว่าการให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นำมาเป็นต้นร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นรากฐานที่สำคัญเพื่อแก้ไขปฏิรูปใหม่ ให้ทันสมัยและเป็นคำตอบของชาติบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตการณ์ที่ติดหล่มการเมืองมากว่า 20 ปี และเท่าทันความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมการเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป
25 พฤษภาคม 2569
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)



