ในห้องโถงแห่งสหประชาชาติที่นิวยอร์ก แสงไฟสาดลงบนแท่นปราศรัยราวกับเป็นเวทีละครระดับโลก
ที่นี่ทุกคำพูดคืออาวุธ ทุกวรรคตอนคือการวางหมาก และทุกการเงียบงันคือเสียงปรบมือที่ไร้เสียง
ทว่าครั้งนี้ “นักแสดง” จากประเทศไทยไม่ได้สวมบทสุภาพบุรุษอีกต่อไป แต่เลือกหยิบหน้ากากใหม่
นักรบผู้ถือความจริงเป็นโล่ และใช้ถ้อยคำเป็นคมดาบ
เสียงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ไม่ได้ไพเราะเชิงทูตแบบที่ใครคุ้นชิน
หากแต่กลายเป็นท่วงทำนองที่เสียดแทงเหมือนซิมโฟนีแห่งความจริง
เขาไม่เพียงเล่าความสูญเสียของทหารไทยที่ถูกพรากขาไปเพราะทุ่นระเบิด หรือเสียงร้องของเด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกถล่มด้วยกระสุนจรวด
หากยังขุดร่องรอยประวัติศาสตร์ยุค 70s เมื่อไทยแบกภาระเปิดชายแดนรับผู้ลี้ภัยกัมพูชาหลายแสนชีวิต ความใจดีที่ถูกย้อนกลับมาเป็นมีดกรีดหลัง
บทสรุปของท่วงทำนองนี้คือคำถามที่ฟังเหมือนคำภาวนา
แต่แท้จริงคือคมเข็มแทงใจ “กัมพูชามีเจตนาร่วมสันติภาพจริงหรือไม่”
คำถามเดียวที่ทำให้ห้องโถงซึ่งเต็มไปด้วยเสียงกระซิบของนักการทูตจากทุกมุมโลก กลับเงียบสงัดราวกับถูกกลืนลงห้วงมหาสมุทร
นี่ไม่ใช่การแสดงออกที่สุ่มเสี่ยง
หากแต่คือการประกาศว่า ไทยพร้อมจะยืนหยัดด้วยศักดิ์ศรี
ไม่ใช่เพียงเพื่อเกียรติภูมิในแผนที่ แต่เพื่อเตือนโลกว่า “สุภาพบุรุษก็มีวันที่ต้องถอดถุงมือ”
แน่นอน ยุโรปบางชาติอาจมองไทยเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก
เพราะตัวเลขเศรษฐกิจนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน
GDP ไทย 526 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับกัมพูชาเพียง 31 พันล้าน
แต่โลกยุคนี้ไม่ได้ตัดสินจากใครใหญ่กว่าเล็กกว่า หากแต่ตัดสินจากว่าใครคุ้มค่าที่จะเลือกอยู่ข้าง
ไทยจึงกลายเป็นสนามประโยชน์ที่พันธมิตรเก่าไม่กล้าทิ้ง และพันธมิตรใหม่อย่าง BRICS กำลังรอเปิดเกม
สำหรับประชาชนไทย ภาพนี้คือบทกวีแห่งชาตินิยมที่ชวนให้เลือดในอกเดือดพล่าน
นี่คือรัฐบาลที่ไม่ยอมก้มหัวให้การบิดเบือนของเพื่อนบ้านที่ถนัด “ร้องไห้ใส่ไมค์” เพื่อหวังคะแนนสงสารบนเวทีโลก
แต่หลังม่านละคร UNGA
สิ่งที่น่าจับตาคือ “ฉากต่อไป” บนโต๊ะประชุม JBC ที่มาเลเซีย ไทยจะวางหมากเช่นไร
จะเป็นการถอยกลับสู่โหมดเทคนิคเชิงราชการ หรือจะเป็นบทต่อเนื่องของการร่ายบทเพลงเชิงรุก ที่ทำให้ทั้งภูมิภาคต้องฟังท่วงทำนองจากไทย
เพราะการทูตในโลกหลายขั้ว ไม่ได้ต้องการเพียงเสียงไวโอลินที่อ่อนหวาน
หากแต่ต้องการเสียงกลองที่ชัดเจน และเสียงนั้น ไทยเพิ่งตีกังวานไปทั่วทั้งฮอลล์
ดร.ธารินี วรินทรากุล นักวิชาการอิสระ



