มอร์แกน สแตนลีย์ชี้ ไทย–เกาหลีใต้–ไต้หวัน–อินเดีย เปราะบางสุด
SCMP รายงานว่า มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุว่าประเทศในเอเชียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซอย่างหนัก และอาจได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงหลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ธนาคารเพื่อการลงทุนที่มีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์กแห่งนี้ระบุในรายงานวิจัยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1มีนาคมว่า ภูมิภาคที่เน้นการผลิตและพึ่งพาการส่งออกอย่างเอเชียมี “ความอ่อนไหว” ต่อความผันผวนของราคาน้ำมันมากกว่ายุโรปหรือสหรัฐฯ
จากการคำนวณพบว่า การขาดดุลการค้าก๊าซและน้ำมันของเอเชียอยู่ที่ 2.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ผู้เขียนรายงานระบุว่า ทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ในเอเชียลดลง “โดยตรง” ประมาณ 20 ถึง 30 จุดพื้นฐาน (basis points) หรือ 0.2 ถึง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์
วอชิงตันและเทลอาวีฟเริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.พ. ท่ามกลางการเจรจาเกี่ยวกับโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศรัฐอ่าวเปอร์เซียเพื่อนบ้าน สร้างความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลก
ธนาคารเพื่อการลงทุนหลายแห่งรีบออกมาเตือนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ตลาดเอเชียเปิดตัวลดลงในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมท่ามกลางความกลัวว่าความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจทำลายตลาดพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน “เอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซมากที่สุด” ผู้เขียนรายงานวิจัยซึ่งนำโดย เชตัน อาห์ยา (Chetan Ahya) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียของมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุ
“ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดำเนินอยู่ หากยืดเยื้อจะเพิ่มความเสี่ยงด้านลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ของเอเชีย เนื่องจากราคาพุ่งสูงขึ้นจากฝั่งอุปทานจะกดดันการเติบโตและความเสถียรของเศรษฐกิจมหภาค” รายงานระบุเพิ่มเติม
มอร์แกน สแตนลีย์ ระบุว่าไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงค่อนข้างมากต่อ “ความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโต” เนื่องจากมีการขาดดุลด้านน้ำมันและก๊าซที่กว้างกว่า ขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่มีการขาดดุลอยู่ที่ 1.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าเบาบางกว่า
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่าตะวันออกกลางครองสัดส่วนถึง 44% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในปี 2024
ซูฟโร ซาร์การ์ (Suvro Sarkar) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัยกลุ่มของธนาคาร DBS ระบุว่า จีนซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกนำเข้าน้ำมัน 10 ถึง 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยประมาณ 50% มาจากตะวันออกกลาง และอย่างน้อย 15% มาจากอิหร่าน เขาคาดการณ์ว่าปักกิ่งอาจหันไปหาแหล่งน้ำมันจากรัสเซียมากขึ้นหากจำเป็น
มอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวว่าผลกระทบในวงกว้างต่อเอเชียจะขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นเพียงใดและจะยืนระยะอยู่นานแค่ไหน โดยตั้งข้อสังเกตว่า “ผลกระทบในขณะนี้ยังดูเหมือนอยู่ในระดับที่จัดการได้” แต่ก็เตือนว่าการค้าระหว่างภูมิภาคอาจได้รับผลกระทบเช่นกัน “การพึ่งพาการค้าในระดับสูงของเอเชียหมายความว่าอาจมีผลกระทบทางอ้อมต่อการเติบโตที่เกิดจากความเสี่ยงด้านลบต่อการเติบโตและการค้าโลก” ผู้เขียนรายงานระบุ
ซาร์การ์ระบุในการสัมมนาผ่านเว็บเมื่อวันจันทร์ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ส่งออกจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่มาจากกาตาร์ จะพุ่งสูงขึ้น 20% หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นเป็นเวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์ “นี่เป็นข่าวร้ายโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้า LNG เพียงอย่างเดียว” ซาร์การ์กล่าวเสริม พร้อมระบุว่าหากมีการปิดกั้นนานหนึ่งเดือน จะสร้าง “ความเจ็บปวดที่แท้จริง” ให้กับประเทศเหล่านี้
นอกจากนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ ประเมินเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ของดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวม (Headline CPI) ของเอเชีย เมื่อคำนวณตามมาตรฐานอำนาจซื้อ (PPP)
—
IMCT NEWS 04-03-2026



