ในวันเสาร์ที่ผ่านมา โรงเรียนประถมหญิงแห่งหนึ่งชื่อ Shajareh Tayyebeh ในเมือง Minab ตอนใต้ของอิหร่าน ถูกถล่มด้วยขีปนาวุธ เด็กนักเรียนและครูรวม 168 คนเสียชีวิต เด็กอายุ 7-12 ขวบ
สื่อตะวันตกแทบทั้งหมดไม่แตะเรื่องนี้
ทั้งสหรัฐฯและอิสราเอลปฏิเสธความรับผิดชอบ ชี้นิ้วไปที่อิหร่านว่ายิงโรงเรียนตัวเองเพื่อสร้างภาพ
ไม่มีใครมีกระดูกสันหลังพอที่จะยืดอกรับ กล้าทำกล้ารับ
เหตุสหรัฐฯและอิสราเอลรุกรานประเทศอิหร่านนั้นผิดทั้งกฎหมายภายในของสหรัฐฯและกฎหมายนานาชาติ ทว่าสิ่งที่ตามมาคือผู้นำชาติยุโรปหลายชาติออกมาบอกว่า สมควรแล้ว เพราะอิหร่านเป็น “ประเทศชั่วร้าย”
ออสเตรเลียร่วมวงด้วย
แต่ที่น่าผิดหวังที่สุดคือ มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯแคนาดาซึ่งเมื่อต้นปีนี้ แสดงจุดยืนและประณามสหรัฐฯที่ประพฤติตนเป็นมาเฟียโลก กลับสนับสนุนการรุกรานอิหร่านในครั้งนี้
นอกจากออสเตรเลียและแคนาดา ประเทศที่สนับสนุนการรุกรานอิหร่านก็มี อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส บาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เคนยา และยูเครน
ในยุโรป ไม่มีผู้นำสักชาติที่อย่างน้อยก็แสดงความเสียใจที่เด็กนักเรียนร้อยกว่าคนตาย ทุกคนเงียบเป็นเป่าสาก
ยกเว้นคนเดียวคือนายกฯสเปน เปโดร ซานเชซ
นายกฯสเปนประกาศว่า การกระทำของสหรัฐฯผิดกฎนานาชาติ ผิดหลักการทุกอย่าง
เขาเป็นคนเดียวที่กล้าลุกขึ้นมาประณามสหรัฐฯ รวมทั้งไม่อนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพสเปนบุกอิหร่าน
ผลก็คือเมื่อเช้านี้ (เวลาไทย) ทรัมป์ขู่ตัดสัมพันธ์กับสเปน
อิสราเอลด่าสเปนว่ายืนข้างคนชั่ว
สเปนสวนกลับทันทีว่า “ไร้สาระว่ะ”
เพราะอิสราเอลถล่มโรงเรียน ฆ่าเด็กในกาซาเป็นประจำ
เอาละ ลองมองกลับกัน สมมุติว่ารัสเซียยิงขีปนาวุธใส่โรงเรียนในยูเครน เด็กและครูตายไป 168 คน ผู้นำตะวันตกทุกคนจะประณามรัสเซียเร็วกว่าจรวด สื่อตะวันตกทุกสื่อจะเล่นข่าวนี้ไปอีกนานเป็นปีๆ
นี่คือโลกของโฆษณาชวนเชื่อ โลกของปลาใหญ่กินปลาเล็ก โลกที่ผู้นำหลายประเทศมีอำนาจ แต่ไม่มีศีลธรรม และยังไร้กระดูกสันหลัง
นี่คือยุคแห่งกระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม
(รูปซ้าย พิธีศพเด็กนักเรียน รูปขวา เปโดร ซานเชซ นายกฯ Spain ที่มี spine)
วินทร์ เลียววาริณ
4 มีนาคม 2569



