วันเสาร์, มีนาคม 7, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกข่าวหน้าหนึ่ง'พงศ์กวิน' สั่งกวาดล้าง 'แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย' จับจริงทุกราย ไม่เว้นนายจ้างที่จ้างเถื่อน

‘พงศ์กวิน’ สั่งกวาดล้าง ‘แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย’ จับจริงทุกราย ไม่เว้นนายจ้างที่จ้างเถื่อน

เผยแพร่

spot_img

รายละเอียดข่าว

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงมาตรการเร่งด่วนในการ จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยยืนยันว่า จะมีการ ล้างระบบใหม่ทั้งหมด เพื่อยุติการลักลอบทำงานโดยไม่ถูกต้องและการแย่งอาชีพของแรงงานไทย

นายพงศ์กวินระบุว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งภาคการผลิตและบริการ แต่หากไม่มีการควบคุมที่เข้มงวดก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ความไม่เป็นธรรม รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม โดยย้ำว่า หากพบการทำงานผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบการ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น

สำหรับบทลงโทษ

  • แรงงานต่างด้าว ที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ จะถูกปรับ 5,000 – 50,000 บาท และถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง
  • นายจ้าง ที่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย จะถูกปรับ 10,000 – 100,000 บาทต่อแรงงาน 1 คน หากกระทำผิดซ้ำ จะถูกเพิ่มโทษเป็นปรับ 50,000 – 200,000 บาทต่อแรงงาน 1 คน หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี และถูก ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี

กระทรวงแรงงานยังได้ขอความร่วมมือนายจ้างและเจ้าของกิจการ หากต้องการใช้แรงงานต่างด้าวให้ดำเนินการตามระบบ MOU (บันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศ) เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เพิ่มการตรวจสอบอย่างเข้มข้น และเปิดช่องทางร้องเรียนประชาชนผ่านสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

จากข้อมูลกรมการจัดหางาน (ก.ค. 2568) ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องแล้วกว่า 4 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานจาก กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม ซึ่งกระทรวงแรงงานจะยังคงผลักดันการนำเข้าแรงงานถูกกฎหมายตามระบบที่กำหนด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตลาดแรงงาน

ข่าวล่าสุด

วิกฤต“น่านฟ้า” เหนือ “น่านน้ำ”

ความผันผวนในตะวันออกกลาง สั่นคลอนอุตสาหกรรมการบินโลก การท่องเที่ยวไทยเฝ้าระวังผลกระทบ หลังการปิดน่านฟ้าฉุดดึงค่าโดยสารพุ่งสูงและบีบให้เส้นทางบินสู่ยุโรปต้องปรับทิศทางขนานใหญ่                             ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของเส้นทางบินสากล  การประกาศปิดน่านฟ้าในจุดยุทธศาสตร์สำคัญกลายเป็นโจทย์วิกฤตที่บีบให้สายการบินพาณิชย์จำต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมทวีป ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานเชื้อเพลิงและระยะเวลาเดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้                            สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความล่าช้าสะสม แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยพบรายงานตัวเลขผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและภูเก็ตลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา                          วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้โครงข่ายการบินเชื่อมต่อระหว่างเอเชียและยุโรปเผชิญกับสภาวะ "คอขวด" ทางอากาศ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย...

SHORT NEWS 2569-03-05

คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลเลือกตั้งเกือบครบทั้ง 500 ที่นั่ง เปิดทางให้สภาผู้แทนราษฎรประชุมครั้งแรกภายใน 15 วัน

ดีเซลโลกพุ่ง 150 ดอลลาร์/บาร์เรล กองทุนน้ำมันแบกวันละ 450 ล้าน พยุงได้อีก 15 วัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง ล่าสุด ทะยานขึ้นอีกกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ในกรอบ 140-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สถานทูตฯกรุงริยาด เตือนคนไทยในเลบานอน พิจารณาอพยพด่วน หลังสงครามขยายวงกว้าง

ระดับความตึงเครียดได้เพิ่มสูงขึ้นในสาธารณรัฐเลบานอนจากการดำเนินการทางการทหารของรัฐอิสราเอลในสาธารณรัฐเลบานอน โดยเฉพาะในบริเวณภาคใต้ของกรุงเบรุต รวมถึงย่านดาฮิเยห์ (Dahieh)

ข่าวอื่นๆ

มติเอกฉันท์! “น.รินี เรืองหนู” คว้านายกสมาคมนักข่าวฯ อีกสมัย ชูธงปกป้องเสรีภาพ-พัฒนาศักยภาพสื่อ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ประชุมใหญ่เลือกนางสาวน.รินี เรืองหนู จากหนังสือพิมพ์มติชน เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ อีกสมัย

น้อมรับพระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชฯ เนื่องในวันมาฆบูชา ๓ มีนาคม ๒๕๖๙

ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัท รำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง