วันเสาร์, เมษายน 18, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTชำแหละกำไรโรงกลั่น ? ลาภลอยบนหยาดเหงื่อ  และทางออกที่รัฐ (ต้อง) กล้าเลือก !

ชำแหละกำไรโรงกลั่น ? ลาภลอยบนหยาดเหงื่อ  และทางออกที่รัฐ (ต้อง) กล้าเลือก !

เผยแพร่

spot_img

เมื่อหนี้ “แสนล้าน”  เป็นของประชาชน แต่ส่วนต่าง “ แสนสุข” เป็นของทุนพลังงาน ?

                         ต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์ที่ กบน. ประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ทิ้งให้สังคมจมอยู่กับคำถามถึงความยุติธรรมในโครงสร้างราคา 

                        ความเป็นจริงที่น่าขมขื่นกว่าหนี้กองทุนน้ำมันที่กำลังแตะระดับวิกฤต คือภาพของ “กำไรลาภลอย” (Windfall Profit) มหาศาลที่วางอยู่ตรงหน้าโรงกลั่นน้ำมัน ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้ากู้เงินมาอุดหนุนแบบ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แต่กลับลังเลที่จะใช้กฎหมายพิเศษดึงกำไรส่วนเกินเหล่านั้นมาคืนสู่กระเป๋าประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

                          สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น แต่มาจาก “กำไรสต็อกน้ำมัน” (Stock Gain) ที่โรงกลั่นซื้อตุนไว้ในราคาต่ำก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะในตะวันออกกลาง เมื่อราคาสินค้าในมือพุ่งสูงตามตลาดโลกชั่วข้ามคืน โรงกลั่นจึงฟันกำไรส่วนต่างนี้ไปเต็มๆ โดยไม่ต้องลงแรงเพิ่ม ผสมโรงด้วย “ค่าการกลั่น” (Refining Margin) ที่ดีดตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว แตะระดับ 6-8 บาทต่อลิตร ผลกระทบที่ตามมาคือค่าขนส่งที่พุ่งขึ้น 20% และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พาเหรดกันขึ้นราคา บีบคั้นหัวใจประชาชนฐานรากในขณะที่ตัวเลขกำไรในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มพลังงานกลับเขียวสดใสอย่างน่าอัศจรรย์

                         เหตุใดรัฐบาลจึงดู “เกรงใจ” กลุ่มทุนพลังงานนัก? คำตอบอาจซ่อนอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ ยังคงมีส่วนแบ่งกำไรในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงกลั่นหลายแห่ง สถานะ “เหยียบเรือสองแคม” ที่เป็นทั้งผู้กำกับนโยบายดูแลประชาชน และผู้รับเงินปันผลจากกำไรโรงกลั่น ทำให้ความกระตือรือร้นในการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) ถูกแช่แข็งไว้ภายใต้วาทกรรม “เสรีภาพทางการค้า” และ “ความเชื่อมั่นนักลงทุน” กลายเป็นกำแพงล่องหนที่กั้นไม่ให้ผลประโยชน์ส่วนเกินกลับคืนสู่สาธารณะ

                          ผู้เชี่ยวชาญพลังงานแนะว่า หากจะแก้ปัญหาให้เห็นผลทันที รัฐบาลต้องเลิก “ขอความร่วมมือ” แบบขอไปที แต่ต้องใช้มาตรการ “กำไรส่วนเกินชั่วคราว” (Temporary Windfall Contribution) บังคับให้โรงกลั่นส่งคืนกำไรสต็อกส่วนที่เกินจากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เข้าสู่กองทุนน้ำมันทันทีเพื่อหยุดวงจรการกู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ย พร้อมทั้งกำหนด “เพดานค่าการกลั่นชั่วคราว” (Refining Margin Cap) ไม่ให้เกิน 2.50 บาทต่อลิตรในช่วงวิกฤตสงคราม เพื่อลดภาระหน้าปั๊มให้ประชาชนได้ทันทีลิตรละ 2-3 บาท โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว

                          ในระยะกลางและยาว ทางออกเดียวที่จะทำให้คนไทยหลุดพ้นจากวงจรนี้ คือการ “รื้อสูตรราคา“ เลิกบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือนจากสิงคโปร์ในน้ำมันที่กลั่นเองที่ระยองหรือชลบุรี และผลักดัน พรบ. ภาษีลาภลอย ให้เป็นกฎหมายถาวรที่มีเกณฑ์ชัดเจน ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้าง กบน. ให้มีความโปร่งใส เปิดข้อมูลแบบ Real-time Dashboard ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปถูกนำไปใช้อุดหนุนใคร และโรงกลั่นกำลังกำไรเกินควรหรือไม่

                         วิกฤตพลังงานปี 2569 นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันแพง แต่คือ “บทพิสูจน์มโนธรรม” ของผู้บริหารประเทศว่าจะเลือกยืนเคียงข้างความเดือดร้อนของประชาชน หรือจะเลือกโอบอุ้มตัวเลขกำไรของกลุ่มทุนเพื่อความมั่นคงทางการเงินของรัฐบาลเอง หากรัฐยังคงเลือกทางเดินเดิมที่ปล่อยให้คนตัวเล็กแบกหนี้ แต่คนตัวใหญ่รับผลประโยชน์ ประวัติศาสตร์จะจารึกว่านี่คือความล้มเหลวของการบริหารจัดการทรัพยากรที่อยุติธรรมที่สุดครั้งหนึ่งของไทย

                         สุดท้าย… หากรัฐบาลยังคงยืนกรานที่จะหมุนวงจรเดิมๆ ต่อไป เราก็คงจะได้เห็นภาพอันงดงามของ “ความร่วมมือร่วมใจ” แบบไทยๆ ต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือประชาชนร่วมใจกัน “แบกหนี้แสนล้าน” ส่วนโรงกลั่นก็ร่วมมือกัน “รับกำไรแสนสุข” โดยมีท่านผู้ทรงเกียรติในบอร์ด กบน. นั่งจิบกาแฟใช้แว่นขยายส่องดูราคาสิงคโปร์อย่างตั้งใจ… 

                        ช่างเป็นวงจรที่สมบูรณ์แบบเสียนี่กระไร! ถ้ารัฐบาลไม่กล้าข้ามกำแพงผลประโยชน์ในวันนี้ ก็เตรียมพิมพ์คำแนะนำการใช้ชีวิตแบบ “ประหยัดน้ำมัน” แจกประชาชนล่วงหน้าไปถึงปี 2570 ได้เลย เพราะดูเหมือนว่าสายเคเบิลความจริงระหว่าง “ความทุกข์ของชาวบ้าน” กับ “ห้องประชุมคณะกรรมการ” จะยังคงสัญญาณขาดหายอย่างถาวร !

2569-03-29    ผู้เขียน   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

สหรัฐฯ เตรียมคืนภาษี 1.66 แสนล้านดอลลาร์! หลังศาลฎีกาชี้คำสั่งภาษีผิดกฎหมาย

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วางแผนที่จะเริ่มใช้งานระบบสำหรับออกเงินคืนให้แก่ผู้นำเข้าชาวอเมริกันในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน เป็นเงินจำนวน 1.66 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เธอถูกแทง 30 ครั้งโดยชายสองคน แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ 

ขณะนอนจมกองเลือด เธอเขียนชื่อผู้ทำร้ายลงบนพื้นทราย จับศีรษะและลำไส้ไว้ด้วยกัน แล้วคลานไปยังถนนด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอด ในค่ำคืนหนึ่งของวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1994 หญิงสาววัย 27 ปีชื่อ อลิสัน โบธา (Alison...

ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจใหม่-จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหรัฐฯ แล้ว 34% 

ตัวเลขขนาดเศรษฐกิจโลกในปีล่าสุดเผยภาพ “ความเป็นจริงใหม่” เมื่อจีนมีขนาดเศรษฐกิจตามกำลังซื้อใหญ่กว่าสหรัฐฯ ถึงหนึ่งในสาม และรัสเซียขยับขึ้นแซงทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนี

เสียงใต้ ไม่ต้องการความรุนแรง

บอกเลยว่านี่คือการ "ดับเครื่องชน" ของแม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ที่ดุเดือด มากครับ เหมือนเป็นการรวบยอดความอัดอั้นของฝั่งความมั่นคงแล้วสวนกลับ ใส่ฝั่งการเมืองแบบ "หมัดฮุค" เข้าเต็มเปา

ข่าวอื่นๆ

“ใคร?” คือเจ้าของตัวจริงธุรกิจท่องเที่ยวไทย !เปิดโครงสร้างนอมินี 4 แสนล้าน 

สถิติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยยอดตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงกว่า 16,000 ราย ใน 10 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก

สงกรานต์ 2569 เมื่อ “ดีเซล 44 บาท” ทำงานแทนรัฐบาล

วิกฤตการณ์พลังงานที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นกลไกจำกัดการเดินทางที่ส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรณรงค์ใดๆ ของภาครัฐ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น