INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 17 สิงหาคม 2569
องคาพยพการทูต “อนุทิน” ข้ามสมุทรแปซิฟิก
รื้อฟื้นสะพานเชื่อมมหาอำนาจกลาง สู่เกมสมดุลพลิกเกมคานอำนาจโลก
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจโลกที่ทวีความตึงเครียด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินเกมรุกทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ด้วยกำหนดการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17-22 สิงหาคม 2569 นี้ การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการเยือนตามวาระรอบปี แต่คือการประกอบสร้างยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อดึงประเทศไทยหลุดพ้นจากหลุมพรางการเลือกข้าง โดยหันมาสานสัมพันธ์เชิงลึกกับกลุ่ม “มหาอำนาจระดับกลาง” (Middle Powers) ในซีกโลกใต้ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ
การเดินทางเยือนออสเตรเลีย ซึ่งเว้นว่างจากการเยือนระดับผู้นำอย่างเป็นทางการมายาวนานถึง 14 ปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือวาระครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 โดยมีวาระหลักในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (ค.ศ. 2026-2029) ควบคู่ไปกับการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีแอนโทนี แอลบาเนซี่ เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสะอาด ตลอดจนการผลักดันความร่วมมือด้านนวัตกรรมระหว่าง สวทช. และ CSIRO หรือ Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ รวมถึงการเจรจาปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์นม
ขณะที่หมุดหมายลำดับถัดมา ณ นิวซีแลนด์ รัฐบาลมุ่งเน้นการลงนามใน “ปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์” พร้อมตั้งเป้าหมายทะยานในการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เติบโตขึ้น 3 เท่า ภายในปี พศ.2588 การยกระดับสถานะความสัมพันธ์ในครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจจริงของฝ่ายไทยในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ จากการพึ่งพาตลาดดั้งเดิมและสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน สู่การขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจมูลค่าสูง เทคโนโลยีสีเขียว และระบบนิเวศดิจิทัลผ่านการพบปะกับภาคธุรกิจและผู้นำนวัตกรรมระดับโลกอย่าง Canva ที่เป็นแพลตฟอร์มการออกแบบกราฟิกออนไลน์แบบครบวงจร ที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศออสเตรเลีย
อีกหนึ่งมิติที่ซ้อนทับอยู่เบื้องหลังการเยือนอันแหลมคมนี้ คือการทำ “การทูตเพื่อความมั่นคงและความเชื่อมั่น“ หลังจากเกิดกรณีปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการลักลอบขนยาเสพติดผ่านลูกเรือสายการบินเมื่อช่วงสองเดือนก่อน ซึ่งสร้างรอยด่างให้กับภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทย การที่ผู้นำไทยเดินทางไปเยือนด้วยตนเองนั้นนอกจากจะเป็นการกระชับมิตรแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย ในการกวาดล้างเครือข่ายมืด ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบระดับสากล และเรียกคืนความเชื่อมั่นในฐานะสะพานเชื่อมคมนาคมขนส่งที่โปร่งใส
เมื่อนำภาพการเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไปร้อยเรียงเข้ากับโรดแมพการต่างประเทศที่ผ่านมา ทั้งการเยือนฐานเศรษฐกิจในเอเชียและการเปิดตลาดการค้าเสรีในยุโรป จะเห็นร่องรอยของ “แกรนด์สเกลบลูพริ้นท์” ที่ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่เน้นประโยชน์รูปธรรมบนฐานของการกระจายความเสี่ยง รัฐบาลชุดนี้กำลังพยายามพิสูจน์ให้ประชาคมโลกเห็นว่า ประเทศไทยภายใต้โครงสร้างอำนาจปัจจุบันไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงแค่การเป็นเบี้ยในกระดานมหาอำนาจคู่ขัดแย้ง หากแต่พร้อมวางตัวเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” ของทุกขั้วอำนาจที่ยึดมั่นในกติกาสากล
ท่ามกลางเสียงชื่นชมและความสำเร็จงดงามในการดำเนินยุทธศาสตร์ต่างประเทศที่ช่วยเชิดหน้าชูตาประเทศไทยในเวทีโลก นายกรัฐมนตรีก็ไม่อาจหลีกหนีความเป็นจริงอันหนักอึ้งที่รออยู่เบื้องหลังได้เลย เมื่อบินกลับมาแตะแผ่นดินไทย ภาพฝันอันสวยหรูของ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” และตัวเลขการค้าโตสามเท่า อาจต้องสะดุดลงด้วยเสียงก้องกังวานของสารพัดปัญหาภายในประเทศที่กำลังรุมเร้าเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นปมร้อนเรื่องการฮั๊วเลือกตั้ง สว., มหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่นที่พ่นพิษไม่หยุด, ปัญหาสังคมปากกัดตีนถีบที่นับวันยิ่งกัดกินความรู้สึกประชาชน, ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ที่ยังคงลอยนวลอาละวาดดูดเงินคนไทยไม่สร่างซา เพราะต่อให้ผู้นำจะขยันบินไปสร้างความเชื่อมั่นและเจรจาการค้าข้ามน้ำข้ามทะเลสักกี่เวทีก็ตาม ประชาชนคนไทยที่เผชิญวิกฤตอยู่บ้าน ก็คงอดภาวนาไม่ได้ว่า อยากเห็นนายก ฯ ทุ่มเทความเด็ดขาดและพลังงานในการ “กวาดล้างซ่อมแซมบ้านตัวเอง” ให้ได้ดีและรวดเร็วเท่ากับเวลาที่ใช้ไปกับการสร้างโปรไฟล์โก้หรูบนเวทีโลกเสียที
#เยือนออสเตรเลีย#CSIRO#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#อนุทิน ชาญวีรกูล



