หน้าแรกINSIDE - INSIGHT15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

15,500 ล้าน…รัฐกำลัง “ป้องกันภัย” หรือรอจ่ายเมื่อภัยมา ?

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 28 กันยายน  2569

“สร้างกำแพง” ดีกว่าหา “เบาะรองรับ”  ไหม ?

ซื้อประกันภัยพิบัติ 30 ล้านหลังคาเรือน แล้วงบลดความเสี่ยงก่อนเกิดภัยอยู่ตรงไหน ?

                                คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบงบประมาณ 15,500 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ที่อยู่อาศัยราว 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐเป็นผู้รับภาระค่าเบี้ย ประกันภัยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และกรณีเสียชีวิตสูงสุด 2 ล้านบาทต่อคน นโยบายนี้จึงถือเป็นการเปลี่ยนวิธีบริหารความเสี่ยงจากการรอจัดสรรงบเยียวยาหลังเกิดภัย ไปสู่การโอนความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยล่วงหน้า ซึ่งรัฐบาลมองว่าจะช่วยให้การจ่ายเงินรวดเร็วและทำให้ภาระงบประมาณมีความแน่นอนมากขึ้น

                                 โครงสร้างวงเงินแบ่งเป็นค่าเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัย 15,000 ล้านบาท และประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม 500 ล้านบาท หากเฉลี่ยจากที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลัง จะอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อหลังต่อปี ในมุมธุรกิจประกันภัย การกระจายความเสี่ยงไปยังผู้เอาประกันจำนวนมาก หรือ การรวมความเสี่ยงจำนวนมาก เป็นกลไกปกติที่ช่วยบริหารความเสียหายขนาดใหญ่ ขณะที่ในมุมการคลัง รัฐกำลังเปลี่ยนจากการใช้งบเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ ไปเป็นการจ่ายเบี้ยล่วงหน้าเพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงให้ระบบประกันภัย แต่คำถามสำคัญคือ เงิน 15,500 ล้านบาทนี้จะช่วยลดภาระความเสียหายของประเทศได้มากเพียงใด เมื่อเทียบกับการนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนป้องกันภัยตั้งแต่ต้น

                                เมื่อมองไปยังต่างประเทศ จะพบว่าประกันภัยไม่ได้ถูกวางให้เป็นคำตอบเพียงอย่างเดียว ฝรั่งเศสมีระบบ ประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติ (Catastrophes Naturelles หรือ Cat Nat) ซึ่งผูกความคุ้มครองภัยธรรมชาติเข้ากับประกันทรัพย์สินทั่วไป และมี บริษัทประกันภัยต่อกลางแห่งชาติ (Caisse Centrale de Reassurance หรือ CCR) เข้ามารับความเสี่ยงบางส่วน ส่วนสหรัฐอเมริกามี โครงการประกันภัยน้ำท่วมแห่งชาติ (National Flood Insurance Program หรือ NFIP) ขณะเดียวกันทั้งสองระบบต่างมีมาตรการบริหารความเสี่ยงและการแบ่งภาระระหว่างรัฐ ผู้รับประกันภัย และผู้เอาประกันในรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นบทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่ “ต่างประเทศใช้ประกัน” แต่คือ ประกันภัยต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันและบริหารภัยพิบัติ ไม่ใช่ตัวแทนของระบบนั้นทั้งหมด

                               โจทย์ของประเทศไทยจึงอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่าง “การรับความเสียหาย” กับ “การลดความเสี่ยง” ประกันภัยช่วยให้ครอบครัวที่ประสบภัยมีเงินสำหรับซ่อมแซมบ้านและฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ไม่ได้สร้างระบบระบายน้ำ ไม่ได้เพิ่มพื้นที่รับน้ำ ไม่ได้แก้สิ่งกีดขวางทางน้ำ และไม่ได้เปลี่ยนการใช้ที่ดินในพื้นที่เสี่ยง นั่นหมายความว่า หากต้นเหตุยังเหมือนเดิม ประเทศก็อาจต้องจ่ายทั้งค่าป้องกันภัยและค่าเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ควรนำงบสองส่วนนี้มาแข่งขันกัน เพราะหน้าที่ของมันต่างกัน ประกันภัยลดความเสียหายทางการเงินหลังเกิดเหตุ ส่วนโครงสร้างพื้นฐานลดโอกาสและขนาดของความเสียหายก่อนเกิดเหตุ

                           อีกด้านหนึ่ง การใช้งบประมาณก้อนใหญ่กับระบบประกันภัยจำเป็นต้องมีธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับประกันภัย การจัดสรรความเสี่ยง การประกันภัยต่อ ไปจนถึงวิธีประเมินและจ่ายสินไหม โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลต้องการให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ระบบข้อมูลจึงต้องแม่นยำและเชื่อมโยงกัน ทั้งข้อมูลบ้าน ผู้ประสบภัย พื้นที่เสี่ยง และหลักฐานความเสียหาย หากระบบข้อมูลยังมีช่องว่าง การจ่ายเงินเร็วก็อาจกลายเป็นโจทย์ใหม่ของรัฐแทนที่จะเป็นคำตอบของโจทย์เดิม

                          ท้ายที่สุด 15,500 ล้านบาทอาจทำให้ประเทศไทยมี “เบาะรองรับ” เมื่อเกิดภัย ที่ดีขึ้น แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ เรากำลังสร้าง “กำแพงป้องกัน” ที่ดีขึ้นด้วยหรือไม่ เพราะประชาชนย่อมต้องการทั้งสองอย่าง.  เมื่อภัยเกิดขึ้นต้องได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว และก่อนภัยจะเกิด รัฐต้องทำทุกทางเพื่อลดโอกาสที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก การประกันภัยจึงไม่ใช่สิ่งผิด แต่หากรัฐมีเงินสำหรับจ่ายเบี้ย 15,500 ล้านบาท คำถามที่ควรถามต่อไปก็คือ แล้วประเทศไทยมีงบและแผนป้องกันภัยพิบัติที่เดินไปพร้อมกันหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ประกันภัยอาจช่วยจ่ายค่าซ่อมบ้านหลังน้ำท่วมได้ แต่ไม่มีกรมธรรม์ฉบับไหนทำให้น้ำไม่ท่วมบ้าน

ข่าวล่าสุด

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)

สตง. ปะทะ ไทยพีบีเอส. ตรวจสอบเงินแผ่นดิน หรือเปิดทางศึกรื้อภาษีบาป ?

การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีนัยสำคัญทั้งด้านธรรมาภิบาลและเสรีภาพสื่อ

จาก “โอเลี้ยง-อเมริกาโน่”  ถึง “ศึกซักฟอก” การเมืองสายบันเทิงของ “อนุทิน

ฉากทัศน์นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล แนะนำเครื่องดื่ม “โอเลี้ยง” ชวนแขกเหรื่อระดับสถาบันการเงินและสื่ออินเตอร์ในงานประชุมระดับโลก อย่าง IMF-World Bank และเวทีเสวนา CNN

ข่าวอื่นๆ

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)

สตง. ปะทะ ไทยพีบีเอส. ตรวจสอบเงินแผ่นดิน หรือเปิดทางศึกรื้อภาษีบาป ?

การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีนัยสำคัญทั้งด้านธรรมาภิบาลและเสรีภาพสื่อ