หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เผยแพร่

spot_img

               เสียงเบสจากลำโพงยักษ์ในบาร์ย่านพัทยาใต้ดึกสงัดขนาดนี้ยังสั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลัง

                            “สิงห์” นักสืบหนุ่มใหญ่รุ่นเก๋า ยืนพิงผนังปูนเปลือยในมุมมืด สายตาคมกริบภายใต้คิ้วหนาขมวดมุ่น จ้องมองผ่านควันบุหรี่จางๆ ไปยังเวทีที่มีแสงไฟนีออนสาดส่องสลับสีไปมา

                            เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า “โทนี่” ลากยาวมาหลายเดือน 

                            ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี “นกต่อ” เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี

                           มันคือ “มาเฟีย..”  ที่เขาต้องขจัดให้ได้

           “โอ๊ย! เจ็บนะ… อย่าบิดแขนฉัน!” 

                          เสียงอุทานแหลมสูงหลุดออกมาจากปากนักร้องสาวหน้าคมที่เขาเพิ่งกระชากตัวลงมาหลังเลิกโชว์

                      “อย่ามาทำตัวเป็นนางเอกละครน้ำเน่า… เรน่า!”

                        สิงห์เค้นเสียงรอดไรฟัน มือหนาปานคีมเหล็กบิดข้อมือขาวบางนั้นแรงขึ้นจนร่างระหงต้องบิดเร้าด้วยความเจ็บปวด

                    “คุณ… คุณรู้จักชื่อฉันด้วยหรือ?”

                       ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตระหนก แผ่นหลังของเธอพิงเบียดกับผนังทางเดินข้างห้องน้ำที่ส่งกลิ่นน้ำหอมราคาถูกปนกลิ่นเหล้าฉุนกึก

                   “ยากอะไรล่ะ… เซเนีย, แคธเธอรีน, ดารีน่า… เธอเปลี่ยนชื่อเป็นว่าเล่นเหมือนเปลี่ยนสีลิปสติกเลยไม่ใช่เรอะ?”       

                    เขาเหยียดยิ้มเย็นชาพลางกระชากแขนเธอให้เดินตามออกมาทางประตูหนีไฟที่ลับตาคน 

                 “ตามมานี่ ถ้าไม่อยากให้ฉันลากเธอไปคุยกันที่โรงพักต่อหน้าแขกพวกนี้”

                 “คุณเป็นใคร? ต้องการอะไร? จะแบล็กเมลฉันหรือไง!”      

                    รดา นักร้องสาวโอดโอยเสียงดังพยายามสะบัดตัวหนี แต่แรงของผู้ชายที่กรำงานหนักมาทั้งชีวิตนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เธอจะต้านทานได้

                    สิงห์หยุดกึกตรงซอกตึกที่มืดสลัว แสงไฟสีส้มจากเสาไฟฟ้าข้างถนนสาดส่องให้เห็นเงาของเขาทาบทับร่างของเธอจนมิด 

                 “อยากรู้ว่าผมเป็นใครใช่ไหม?    เอาเป็นว่าเวลานี้ผมยังไม่อยากจับเธอไปขังลืมหรอกนะ… แม่สาวน้อยโซเฟีย”

                 เสียงเรียกชื่อนั้น…ทำให้หญิงสาวชะงักกึก ความหวาดกลัวที่แท้จริงเริ่มผุดพรายขึ้นในแววตา

             “นั่นมัน… ชื่อเก่าฉันก่อนเข้ามาเมืองไทยนะ…” 

เธอพึมพำสั่นๆ

              “รู้… เรารู้ดีกว่าที่เธอคิด รู้กระทั่งว่าดึกคืนวานใครแอบไปรอเธอที่คอนโด และไอ้แว้นที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งเธอวันนี้… มันก็พวกส่งยาที่ผมตามกลิ่นอยู่” 

               สิงห์ขยับเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจหอบถี่ของหญิงสาว “เอ้า… บอกมาเดี๋ยวนี้! ไอ้โทนี่อยู่ไหน!”

เขาเพิ่มแรงกดที่ข้อมือจนหญิงสาวร้องลั่นอีกครั้ง

                      “อย่า… อย่าทำฉัน! ใครกันโทนี่? ฉันไม่รู้จัก!”

                     “ไม่รู้จักงั้นเรอะ? โกหกไม่เนียนเลยนะ… ท่าทางผมต้องพาเธอไปนั่งคุยที่สำนักงานให้มันเป็นเรื่องเป็นราวเสียแล้วล่ะมั้ง” 

                       สิงห์เริ่มลากตัวเธอออกไปทางถนนใหญ่ที่ลูกน้องซุ่มรอรถอยู่

                    “ไม่! ไม่… ฉันยอมแล้ว!” 

                      รดาร้องลั่นพลางพยายามสะบัดมือด้วยความเจ็บปวดแต่ก็สู้แรงไม่ได้ “ฉันยอมพูดแล้ว!”

                   “ฉันยอมแล้ว… อย่าทำอะไรฉันเลย!”

                     รดาสะอื้นจนตัวโยน แสงไฟสลัวจากป้ายนีออนบาร์ฝั่งตรงข้ามสาดจับใบหน้าคมที่บัดนี้ซีดเผือด

                      สิงห์ผ่อนแรงมือลงเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงจ้องลึกเข้าไปในแววตาของเธอเหมือนพยัคฆ์ที่มองเหยื่อ

                   “ถ้าอย่างนั้นก็พูดมา… ไอ้โทนี่มันอยู่ที่ไหน”

                   “ฉัน… ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้มันอยู่ไหน แต่ฉันยอมรับว่ารู้จักมัน“          เธอละล่ำละลักบอก 

                  “มันเคยมาที่นี่เมื่อสองวันก่อน มานั่งดื่มแล้วก็เรียกฉันไปคุย…”

                               “โกหก!”

                   สิงห์กระชากแขนเธอพับขึ้นไปด้านหลังจนเธอร้องลั่นด้วยความพยาบาท

                “มันมาคุยเรื่องยาใช่ไหม? อย่าบอกนะว่าแค่นั่งดริ้ง เป็นเพื่อนคนต่างชาติเฉยๆ ฉันรู้ประวัติมันดีพอๆ กับที่รู้ประวัติเธอนั่นแหละ”

                         “โอเค!… โอเค!” รดาพยักหน้าทั้งน้ำตา

 “มันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด… ฉันรู้แค่นั้นจริงๆ แต่มันนัดเพื่อนมันไว้ที่นี่ วันนั้นมันไม่ได้มาคนเดียว”

                         สิงห์ขยับเข้าใกล้จนรดาสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา 

                     “ฟังนะแม่สาวน้อย ถ้าไม่อยากให้ฉันลากเธอไปนอนในห้องขังคืนนี้ เธอต้องทำตามที่ฉันสั่ง… 

                       ครั้งต่อไปที่ไอ้โทนี่มันโผล่มา หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมันติดต่อเธอมา เธอต้องส่งสัญญาณให้ฉันทันที และเก็บรายละเอียดให้มากที่สุด 

                     ใครมาหา นัดที่ไหน คุยเรื่องอะไร… เข้าใจไหม!”

เขากำไหล่เธอแล้วเขย่าจนร่างระหงสั่นไปตามแรง

                   “แต่ฉัน… ฉันอาจถูกมันฆ่าตายก่อนก็ได้นะ!” เธอแย้งเสียงสั่น

            “แล้วเธออยากจะติดคุกก่อนหรือไงล่ะ!”

 สิงห์ตวาดกลับจนเธอเงียบกริบ 

                “ไป… ไปได้แล้ว!”

                 รดาสะบัดหน้าเดินหนีด้วยความขุ่นเคือง แต่กลับถูกมือหนาของสิงห์กระชากคอเสื้อจนหงายหลังกลับมาอีกรอบ

              “เอ๊ะ! คุณทำร้ายฉันอีกแล้วนะ!” 

               เธอกำหมัดแน่น ย่อตัวลงหน้าตาบึ้งตึงเตรียมจะขัดขืน

             “ผมไม่ทำร้ายใครหรอก… ถ้าคนนั้นไม่ทำผิดกฎหมาย แต่นี่เธอ…”

              สิงห์พูดพลางก้มลงไปที่ขอบรองเท้าบูทของเธอ เขาอาศัยจังหวะที่เธอไม่ทันตั้งตัว ดึงเอา “มีดปลายแหลมด้ามจิ๋ว” ที่ซ่อนอยู่ออกมา แล้วชูขึ้นตรงหน้าเธอ

            “คราวหน้า… เก็บเอาไว้ให้มิดชิดกว่านี้หน่อย ถ้าไม่อยากให้มันย้อนกลับมาทิ่มตัวเอง” 

             เขาส่งยิ้มเย็นให้ครู่หนึ่งก่อนจะยัดมีดเล่มนั้นคืนใส่ในมือที่สั่นเทาของเธอ แล้วหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนที่ซุ่มอยู่ในมุมมืดฝั่งตรงข้าม ทั้งหมดรีบออกจากบาร์มุ่งหน้าไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว

                      สิงห์หยิบโทรศัพท์ที่สั่นระรัวขึ้นมาแนบหู

                   “ว่ามา!”

                           “ลูกพี่! สายรายงานล่าสุด กลุ่มของไอ้โทนี่โผล่ที่บาร์หัวมุมพัทยาเหนือครับ!” ปลายสายรายงานด้วยเสียงกระหืดกระหอบ

                     สิงห์ยิ้มอย่างพอใจ แสงไฟโฆษณาตามทางเดินสว่างไสวราวกับกลางวัน นักท่องเที่ยวเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีทางเดิน แต่ในใจเขากลับนิ่งสงบ

                   คืนนี้…..เขาอาจจะโชคดีรวบตัวไอ้โทนี่ที่ตามหามานานได้เสียที

                “จับตาไว้ตลอด อย่าเพิ่งวู่วาม ฉันกำลังไปสมทบเดี๋ยวนี้!”

                 เขาออกตัววิ่งแหวกฝูงชนมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือของหาดพัทยา ทิ้งความวุ่นวายที่พัทยาใต้ไว้เบื้องหลัง โดยหารู้ไม่ว่าหมากที่เขาวางไว้อาจจะเป็นกับดักที่เขาสร้างขึ้นมาดักตัวเอง

                         สิงห์เบียดเสียดร่างฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าสู่พัทยาเหนือ แสงไฟนีออนสาดส่องสลับสีไปมาจนตาพร่า เสียงดนตรีดังกระหึ่มจากบาร์สองข้างทางผสมปนเปกันจนหนวกหู เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ในวงกตที่เต็มไปด้วยกิเลสและอันตราย ภารกิจขุดรากถอนโคน“มาเฟีย” แก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า “โทนี่” ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี “นกต่อ” เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี

            “โอ๊ย! ขอโทษครับ…” สิงห์อุทานเบาๆ เมื่อเดินกระแทกเข้ากับชายชาวต่างชาติร่างท้วมคนหนึ่งที่กำลังเต้นอย่างบ้าคลั่งอยู่กลางฟลอร์บาร์เปิดโล่งริมถนน

                        “ไม่เป็นไรครับ เชิญสนุกต่อเถอะ” อีกฝ่ายหันมาตอบพลางส่งยิ้มกว้างให้ สิงห์ชะงักกึก… ฝรั่งแก่หัวล้านคนนี้พูดภาษาไทยได้ชัดแจ๋วราวกับเจ้าของภาษา

                      “โอ้… คุณพูดภาษาไทยได้ชัดมากนะครับ” 

                        สิงห์ทักกลับพลางกวาดสายตามองสังเกต ชายแปลกหน้าสวมเสื้อเชิ้ตลายดอกปลดกระดุมโชว์พุงพลุ้ย กางเกงขาสั้นสีขาว และรองเท้าแตะ ท่าทางดูเหมือนนักท่องเที่ยววัยเกษียณทั่วไปที่มาหาความสุขใส่ตัว

                       “แม้ผมจะอยู่เมืองไทยแค่สองปี แต่รักเมืองไทยมากครับ และคิดว่าจะอยู่เมืองไทยไปอีกนานแสนนาน รู้ไหม… ผมรักเมืองไทย… เอ้า เต้นกันเถอะ!”

                         ชายชาวต่างชาติพูดพลางขยับตัวตามจังหวะเพลงอย่างเมามัน

                         สิงห์ยิ้มแห้งๆ พลางผงกศีรษะให้เล็กน้อยก่อนจะเลี่ยงเดินหนีออกมา ในใจรู้สึกตงิดๆ กับชายคนนี้ แต่เขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว… ตอนนี้ภารกิจสำคัญที่สุดคือการตามหาไอ้โทนี่

                        สิงห์เดินหน้าต่อไปตามลายแทงที่สายรายงาน จนกระทั่งมาถึงบาร์เป้าหมายที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมพัทยาเหนือ บาร์แห่งนี้ดูหรูหรากว่าบาร์อื่นๆ ที่เขาผ่านมา มีการตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นและแสงไฟสีฟ้าครามที่ดูเย็นตา

                               “ว่ามา…” 

                       สิงห์กดรับสายโทรศัพท์ที่สั่นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง

                               “ลูกพี่! ข่าวล่าสุด… ไอ้โทนี่มันไม่ได้อยู่ที่นี่! มีคนเห็นมันกลับไปที่บาร์พัทยาใต้ที่ลูกพี่เพิ่งออกมา!”

                      เสียงปลายสายรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

สิงห์สบถอุบาทว์ออกคำสั่งเสียงแข็ง

                   “พวกแกดักทางออกไว้ อย่าเพิ่งวู่วาม ฉันกำลังตามไปเดี๋ยวนี้!”

                   ใจเขานึกถึงรดา… นักร้องสาวที่เขาเพิ่งปล่อยตัวไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เธอคือเบาะแสเดียวที่เหลืออยู่ และตอนนี้เขากำลังตกเป็นหมากในเกมที่เธอวางไว้

                “โทนี่… ชื่อนี้มันต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ” 

                   สิงห์พึมพำกับตัวเองพลางวิ่งแหวกฝูงชนกลับไปทางทิศใต้ โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่าชายชาวต่างชาติร่างท้วมที่เขาเดินชนเมื่อครู่ 

                  กำลังยืนมองตามหลังเขาไปด้วยรอยยิ้มเย็นชา…     

                  รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเพิ่งส่งให้รดาไปเมื่อหัวค่ำ

         สิงห์บึ่งรถกลับมาที่พัทยาใต้อย่างรีบเร่ง ใจของเขาเต้นระรัวแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามก้องท่ามกลางราตรีที่ไม่เคยหลับใหล เมื่อมาถึงบาร์เป้าหมาย เขาหยุดเช็กปืนคู่กายที่สะเอวให้มั่นใจว่ามันยังสงบนิ่งพร้อมใช้งาน หากสถานการณ์บีบคั้นจนถึงขีดสุด

                              เขาก้าวเข้าไปข้างใน แสงไฟวูบวาบและควันบุหรี่จางๆ ทำให้สายตาต้องใช้เวลาปรับตัวครู่หนึ่ง ท่ามกลางนักท่องเที่ยวที่โยกย้ายตามจังหวะดนตรี 

                             สิงห์กวาดสายตาไปบนเวที… และนั่นเอง “รดา” ในชุดเสื้อคลุมกำมะหยี่สีดำทับชุดรัดรูปสีสดกำลังร้องเพลงด้วยท่วงท่าเย้ายวน

                            ทันทีที่สายตาเธอประสานกับเขา รดาชะงักกึกจนเสียจังหวะไปชั่วอึดใจ เธอรีบก้าวลงจากเวทีอย่างนอบน้อมเดินเลี่ยงไปทางด้านหลังบาร์ทันที สิงห์ผละจากฝูงชนพุ่งตามไปทันที เขาตื่นเต้นจนมือสั่น คืนนี้เขาจะต้อคาดคั้นจากสาวคนนี้หาตัวไอ้โทนี่ให้ได้ 

                           เขานึกถึงภาพฝรั่งแก่หัวล้านรักเมืองไทยคนนั้นแล้วยังหงุดหงิดไม่หาย… คนที่เขาเดินชนและปล่อยให้หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย  หรือไอ้หมอนี่…มันอาจจะเป็นไอ้โทนี่

                           เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นระรัวอีกครั้ง เขาชะงักนิดหนึ่งก่อนจะกดรับสายด้วยความรีบร้อน

                       “ว่ามา…!”     เขาถามเร็วด้วยความดีใจ

                            ”ลูกพี่! อย่าปล่อยให้มันหนีไปได้   ไอ้โทนี่คือสาวเสื้อคลุมกำมะหยี่สีดำ….”  เสียงโทรศัพท์ระล่ำระลัก

                              สิงห์หน้านิ่วคิ้วขมวด พลางทวนคำพูดในใจ… ไอ้โทนี่คือนักร้องสาว….งั้นหรือ?

                             ใจระทึกรีบก้าวไปติด ๆ  พอพ้นประตู เกือบผงะเมื่อสาวเสื้อคลุมรอประชันหน้าเขาอยู่อย่างอาจหาญ…!

                             เสียงมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ด้านหน้าแผดคำรามขึ้นดึงความสนใจก่อกวน…เขาแล้ว

                            แต่สิงห์รู้ทัน ไม่สนใจที่คนซ้อนหันมาแสยะยิ้มชูกำปั้นให้เขาอย่างเยาะเย้ยก่อนจะบิดทะยานหลอกล่อแล้วหายไปในเงามืด 

                            ตั้งสติมั่น หันกลับมา กระโจนรวบคอเสื้อทั้งเสื่อคลุม ซัดหมัดเข้ายอดอกจนร่างข้างหน้าทรุดลงร้องโอดโอยด้วยความจุก 

                           มันจะไม่มีโอกาสหลุดรอดไปได้อีกแล้วแม้ติดปีก

                          เสียงร้องดังแล้วเงียบลง…เสื้อคลุมหลุดลุ่ย สิงห์กระชากขึ้นมาแล้วกระแทกอีกครั้งจนหน้าหงาย …!

                         สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นชุดพนักงานบาร์พร้อมป้ายชื่อเด็กเสิร์ฟ…ที่สั่นเทาอยู่แทบเท้า !

ข่าวล่าสุด

บัณทิตใหม่…ไปต่อ…ลำบาก !

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเทศไทยมีผู้ว่างงานประมาณ 400,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 0.95 ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.70

จากเพลงแปลง “ซากุระอยู่บรรทัดทอง” สู่… “Let It Be !“

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 6 กันยายน 2569 เมื่อ “อนุทิน” ใช้ Musical Diplomacy สู่การเมืองโลก ! จาก “สวรรค์ปิด”...

“ดาต้า เซ็นเตอร์” สมองกลล้นเมือง  เมื่อฮาร์ดแวร์แสนล้าน ปะทะข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานไทย

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดย BOI ระบุว่า ช่วงปี 2567–2569 มีโครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ คิดเป็น IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ และเงินลงทุนประมาณ 750,000 ล้านบาท

ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ พลิกโฉมสวัสดิการไทย…หรือเพิ่มภาระรัฐระยะยาว ?

ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 เห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยคุ้มครองที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น  “ปริศนา ห้องริมสุด”

เงียบสงัดของเวลาใกล้รุ่งที่ความมืดเริ่มจางหายไปภายใต้เงาเมฆหนาครึ้มฝน เขาควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราให้นานกว่านี้กลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัมผัสประหลาดที่กรีดผ่านความรู้สึก แอร์ในห้องยังคงทำงานส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ทว่าอากาศรอบกายกลับเย็นเยียบผิดปกติจนรู้สึกได้ถึงไอหนาวที่ลามเลียไปตามแนวกระดูกสันหลัง

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

เรื่องสั้น   “ศิลาเทวาลัย”| ชัยทัศน์

“มันต้องเป็นของผม” เสียงนั้นไม่ได้ออกจากปาก แต่มันก้องสะท้อนอยู่ในกะโหลกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเข็มนาฬิกาที่เดินอยู่ในห้องที่เงียบสงัด “ศิลาเทวาลัย”