29-08-2569 “ชัยทัศน์”
เงียบสงัดของเวลาใกล้รุ่งที่ความมืดเริ่มจางหายไปภายใต้เงาเมฆหนาครึ้มฝน
เขาควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราให้นานกว่านี้กลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัมผัสประหลาดที่กรีดผ่านความรู้สึก
แอร์ในห้องยังคงทำงานส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ทว่าอากาศรอบกายกลับเย็นเยียบผิดปกติจนรู้สึกได้ถึงไอหนาวที่ลามเลียไปตามแนวกระดูกสันหลัง
สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดกึกคือ “เสียงเพลง” ที่แว่วมาจากใกล้ ๆ
มันเป็นทำนองหวานปนเศร้า แต่เสียงสะดุดเป็นช่วง ๆ เหมือนจะมาจากเครื่องกลเก่าคร่ำคร่า ด้วยเสียงโลหะกระทบกันเป็นจังหวะเนิบนาบ แว่วมาจากโถงทางเดินภายนอก
เสียงเพลงเหมือนเสียงเรียก….!
เขาขยับตัวลุกขึ้นด้วยความระแวดระวัง หยุดคิดอยู่นิด แล้วค่อย ๆ เปิดประตูห้องนอนที่เพิ่งย้ายเข้ามาพักได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงออกไป
ความมืดมิดในโถงทางเดินยาวดูหนาทึบจนผิดตา แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างฝุ่นเขรอะสาดเป็นทางยาวเผยให้เห็นละอองธุลีที่ลอยคว้าง ราวกับบ้านหลังนี้กำลังพยายามสื่อสารบางอย่างผ่านความว่างเปล่า

เสียงเพลง..,นั่นดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเขาเดินผ่านห้องของเพื่อนสนิทที่ชวนเขามาช่วยปรับปรุงบ้านหลังนี้ ใจหนึ่งเขาอยากจะเคาะประตูเรียกให้เพื่อนตื่นขึ้นมาพิสูจน์ความผิดปกติด้วยกัน แต่ความเกรงใจทำให้เขาชะงักมือ เพราะรู้ดีว่าเพื่อนต้องพึ่งยาแก้แพ้อย่างแรงเพื่อให้หลับลงในบ้านที่เงียบเหงาหลังนี้ …
เขาค่อย ๆ ย่องเหมือนกลัวใครจะเห็นหรือได้ยิน ก้าวเดินต่อไปตามเสียงเพียงลำพัง จนกระทั่งฝีเท้าหยุดกึกลงที่หน้าประตูห้องริมสุดของทางเดิน ห้องที่เพื่อนบอกว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวจนกว่าจะเริ่มรื้อถอนปรับปรุงในวันพรุ่งนี้
เขาใช้มือที่สั่นเทาผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดลึกเข้าไป กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นดินโชยเข้าแตะจมูก
กวาดสายตาไปทั่วห้องท่ามกลางแสงสลัวที่ปลายห้อง บนโต๊ะชิดผนังเห็นกล่องไม้สี่เหลี่ยมบุผ้ากำมะหยี่สีแดงหม่นวางเด่นอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่กระจกแตกร้าว
ตุ๊กตาหญิงสาวเซรามิก ชุดลูกไม้สีขาว เหมือนนางระบำบัลเล่ต์ บนกล่องนั้นหน้าตาสะสวยจนน่าประหลาด หล่อนกำลังหมุนวนช้า ๆ ตามจังหวะเพลงที่กำลังจะหมดลาน ดวงตาที่วาดด้วยสีเข้มนั้นดูราวกับกำลังจับจ้องมองมาที่เขาด้วยความตัดพ้อระคนดุดัน

ด้วยความรู้สึกหวาดกลัวที่อธิบายไม่ได้ เขาเอื้อมมือวาบบนแผงกดระไปเรื่อย จนเสียงเพลงเงียบกริบลงในทันที
ความเงียบงันกลับมาครอบคลุมห้องอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงเสียงหอบหายใจถี่ของเขาที่สะท้อนก้องอยู่ในความมืด และความรู้สึกที่ว่า… เขาไม่ได้อยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง !
รุ่งเช้าที่โต๊ะอาหารไม้เก่าคร่ำคร่า บรรยากาศกลับอึมครึมผิดจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านหน้าต่างไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดจางหายไป เพื่อนของเขานั่งก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารในจาน ท่าทางดูอ่อนแรงจนผิดสังเกต ขอบตาคล้ำลึกเหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน
เมื่อเขาลองเล่าเรื่องเพลงปริศนาและกล่องตุ๊กตาในห้องริมสุด เพื่อนกลับมีปฏิกิริยาแข็งทื่อไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าสั่นเครือ
“ฉันบอกนายแล้วไงว่าบ้านนี้มันร้างมานาน ของเก่าพวกนั้นน่ะอย่าไปสนใจเลย วันนี้เราจะเริ่มรื้อทุกอย่างทิ้งให้หมด อะไรที่มันรกหูรกตาก็ทำลายมันไปเสียเถอะ”
แต่ขณะที่เพื่อนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เขาเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ทำให้ใจหายวูบ …
ที่หลังมือและซอกเล็บของเพื่อนมีรอยถลอกแดงก่ำและเศษเนื้อไม้ฝังอยู่ ราวกับว่าเมื่อคืนเพื่อนไม่ได้นอนอยู่บนเตียง แต่ไปใช้กำลังขุดคุ้ยหรือยื้อยุดฉุดกระชากกับสิ่งของบางอย่างมาอย่างหนัก ความสงสัยเริ่มผลิใบในใจเขา …
หรือว่าเสียงเพลงที่เขาได้ยินจะเป็นเพียงแผนการปั่นหัวของเพื่อน?
หรือเพื่อนกำลังปกปิดความลับดำมืดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของบ้านหลังนี้?
เมื่อรัตติกาลหวนกลับมาครอบคลุมบ้านอีกครั้ง ความเงียบสงัดดูคุกคามกว่าคืนก่อน เสียงเพลงหวานเศร้าเล็ดลอดออกมาจากห้องริมสุดอีกครั้ง คราวนี้มันโศกเศร้าและโหยหวนคล้ายเสียงสะอื้น

เขาตัดสินใจก้าวออกจากห้องด้วยหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองรบ บรรยากาศภายในโถงทางเดินดูเวิ้งว้างและหนาวเหน็บอย่างประหลาด ไม่เหลือเค้าลางของบ้านที่กำลังจะถูกรีโนเวท มีเพียงกลิ่นอายของอดีตที่คุกรุ่น
ระหว่างทางที่เขาเดินไปตามกลิ่นอับชื้น รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาจากความมืดหลังเสาไม้ เมื่อหันไปมองกลับเห็นเพียง เงาตะคุ่มของเพื่อนวูบวาบอยู่สุดโถงทางเดิน พร้อมเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่เดินตามเขามาติด ๆ แต่ทุกครั้งที่เขาเหลียวหลังกลับไปกลับพบเพียงความว่างเปล่า

จนกระทั่งเท้าของเขาเหยียบลงบนวัตถุบางอย่างที่พื้น แสงสลัวเผยให้เห็น “กุญแจสำรองห้องนอนของเขา” ตกอยู่บนทางเดิน
กุญแจที่มีเพียงเพื่อนของเขาเท่านั้นที่ถือไว้ …ความระแวงเปลี่ยนเป็นความโกรธ
เพื่อนกำลังสะกดรอยตามเขาหรือกำลังเล่นตลกอะไรกันแน่!
เขาจ้ำอ้าวไปที่ห้องริมสุดด้วยความโกรธ ปนหวาดกลัว ทันทีที่ถึงหน้าประตู เขาใช้แรงทั้งหมดกระชากประตูเปิดออกหวังจะจับผิดคนข้างในให้ได้คาหนังคาเขา
เสียงเพลงยังคงดังต่อเนื่องแหลมสูงจนบาดแก้วหู แต่เมื่อแสงสลัวสาดส่องไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เขากลับต้องยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ตุ๊กตาพลาสติกหญิงสาวบนกล่องเพลงหายไปแล้ว!
เหลือเพียงแท่นว่างเปล่าที่ยังคงหมุนวนไปมาด้วยกลไกที่ทำงานอย่างบ้าคลั่ง เขาสติหลุดกระแทกฝ่ามือลงบนกล่องเพลงนั้นอย่างรุนแรงจนเครื่องกลข้างในแตกหัก เสียงเพลงหยุดกึกในทันที ทิ้งให้ห้องตกอยู่ในความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะเยาะแหลมเล็กของหญิงสาวก็ดังขึ้นรอบตัวเขา มันไม่ได้มาจากจุดใดจุดหนึ่ง แต่มาจากทุกซอกทุกมุมของห้องมืดนั้น เขาหันรีหันขวางด้วยความลนลานก่อนจะวิ่งเตลิดออกมาจากห้องนั้นไม่คิดชีวิต!
ทันทีที่เขาวิ่งพ้นประตูห้องนั้นออกมา “ไฟทั้งบ้านก็ดับพรึบลง!” ความมืดมิดที่เข้าจู่โจมอย่างกะทันหันทำให้ประสาทสัมผัสของเขาเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ โลกทั้งใบเหลือเพียงความดำมืดที่หนาทึบจนแทบจะหายใจไม่ออก
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนที่แหลมเล็กและเจ็บปวดเสียดแทงแก้วหูก็ดังระงมขึ้นมาจากทุกทิศทาง มันไม่ใช่เสียงเพลงอีกต่อไป แต่มันเหมือนเสียงกรีดร้องของความแค้นที่สั่งสมมานานนับปีจนบ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน เขาเสียหลักสะดุดเข้ากับพรมเก่าจนล้มกลิ้งลงไปกลางโถงทางเดิน ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่างแต่ความกลัวกลับมีอำนาจเหนือกว่า

“พอที! หยุดเดี๋ยวนี้!”
เขาแผดเสียงตะโกนด่าทอแข่งกับเสียงกรีดร้องที่โอบล้อมรอบตัว ในใจเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวงจนถึงขีดสุด ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองที่พร่าเลือน
เพื่อนของเขาอยู่ที่ไหน? หรือทั้งหมดนี้คือกับดักที่เพื่อนวางไว้?
รอยแผลที่มือ กุญแจสำรองที่ตกอยู่ เสียงเพลงและตุุ๊กตา ในห้อง และท่าทีประหลาดในตอนเช้า
ทั้งหมดมันเชื่อมโยงไปที่คนเดียวคือเพื่อนที่เขาเคยไว้ใจ หรือเพื่อนคนนี้กำลังใช้ความมืดปกปิดใบหน้าที่แท้จริงเพื่อจะฆ่าปิดปากเขาที่มารู้เห็นความลับของบ้านหลังนี้!
เขาจะค้นหาความจริง หรือวิ่งหนีออกไปจากบ้านหลังนี้…!

ขณะที่เขากำลังคลำทางไปตามฝาผนังที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เริ่มดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของทางเดิน มันไม่ใช่เสียงของตกหกหล่น แต่มันคือฝีเท้าของมนุษย์ที่ย่ำลงบนแผ่นไม้เก่าอย่างจงใจ
แสงฟ้าแลบจากภายนอกสาดเข้ามาวูบหนึ่งเป็นจังหวะ เผยให้เห็น “เงาตะคุ่ม” ขนาดใหญ่ยืนตระหง่านอยู่สุดทางเดิน เงานั้นจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างไม่ลดละ ในมือของเงานั้นถือวัตถุยาวที่สะท้อนแสงสลัวเป็นประกายคมปลาบ
เขาหัวใจแทบหยุดเต้น เมื่อเงานั้นเริ่มขยับก้าวเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ เสียงลากเท้าหนักอึ้งบวกกับเสียงหายใจฟืดฟาดทำให้ออกซิเจนในปอดของเขาแทบหมดสิ้น ทุกก้าวที่มันขยับเข้ามาคือการตอกย้ำว่าเขาไม่มีทางหนีพ้น

หรือเงานี้เป็นปริศนา …เพื่อน หรือฆาตกร ?
เขาตัดสินใจรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดดีดตัวขึ้นแล้ววิ่งเบี่ยงหลบเงานั้นไปอีกทาง พยายามมุ่งหน้าไปที่ห้องของเพื่อน เพื่อจะไปดูให้เห็นกับตาว่าเพื่อนยังอยู่ในนั้น
หรือว่าเพื่อนคือฆาตกรที่ยืนรอเชือดเขาอยู่ในความมืดนี้กันแน่ !
เสียงร้องไห้สลับกับเสียงหัวเราะยังคงดังแว่วตามมาข้างหลัง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เร่งจังหวะตามเขามาติด ๆ เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว นอกจากต้องพังประตูห้องนอนของเพื่อนเข้าไปให้ได้ เพื่อจบฝันร้ายที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอยู่ในขณะนี้!

เขาแผดเสียงหลงวิ่งเบียดกระแทกเงามืดที่พุ่งเข้าหาจนฝ่ายนั้นเสียหลักล้มกระแทกผนัง แรงส่งจากการหนีตายทำให้เขากระโจนไปถึงหน้าห้องพักของเพื่อนในชั่วอึดใจ
เขาออกแรงเคาะประตูรัวจนข้อนิ้วแตกยับพลางตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสุดเสียง แต่ภายในกลับเงียบกริบมีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่ลอดผ่านช่องประตูออกมา
ด้วยความกลัวที่เปลี่ยนเป็นความคลุ้มคลั่ง เขาถอยหลังไปจนสุดทางเดินแล้วรวบรวมพละกำลังทั้งหมดกระแทกไหล่เข้ากับบานประตูไม้เก่าจนกลอนหักสะบั้นและเปิดออกในที่สุด!
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าท่ามกลางแสงฟ้าแลบที่สาดลอดหน้าต่างเข้ามาทำเอาหัวใจเขาแทบหยุดเต้น เพื่อนของเขานอนดิ้นโอดโอยอยู่บนเตียง ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดขณะที่เลือดสีแดงฉานไหลทะลักอาบเต็มหน้าอก
ทันใดนั้นเขาเห็นร่างหนึ่งผละออกจากเตียง เคลื่อนที่ว่องไวราวกับวิญญาณสวนทางเขาออกไปทางประตูอย่างรวดเร็ว

เขาสั่นไปทั้งตัวด้วยความกลัว แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้เขาต้องสู้ เขาคว้าไม้คมแฝกที่วางอยู่มุมห้องขึ้นมาเป็นอาวุธแล้ววิ่งไล่ตามเงามืดนั้นออกไปอย่างลืมตัว
หนีออกจากบ้าน…ดีไหม !
หนทางเดียวที่จะรอดต้องหลบหนีออกจากบ้านให้เร็วที่สุด เขาเหวี่ยงไม้ฟาดทุกอย่างที่ขวางหน้าด้วยความบ้าคลั่ง กรีดร้องโวยวายเพื่อกลบความกลัว หาทางออกไม่ได้ วิ่งไปตามทางเดินจนถึงหน้าห้องสุดท้ายที่เปิดกว้าง

เสียงจากร่างนั้นตามมาติด ๆ กับความมืดมิด ท่าทางกราดเกรี้ยว กระแทกเขาแล้วหายเข้าไปในห้อง
ไม่ทันที่เขาจะหันหลังกลับวิ่งหนี ประตูปิดเองเสียงดังสนั่น
เขาตัดสินใจถลาเข้าไปใหม่เพื่อจะจัดการกับสิ่งที่เห็น
กวัดแกว่งไม้คมแฝกจนกล่องเพลงบนโต๊ะเครื่องแป้งพังยับเยิน
พลันจ้องข้างหน้าแล้วหยุดชะงัก

ตุ๊กตาหญิงสาวตัวเดิมก้าวกระเผลกขึ้นไปยืนนิ่งบนกล่องเพลงในสภาพชุดลูกไม้สีขาว ที่บัดนี้ชุ่มเป็นสีแดงจากเลือดสด ๆ ที่ยังไม่แห้งดี



