INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569
“โดรน” ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ถ่ายภาพหรือเครื่องมือเกษตรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญทั้งในเศรษฐกิจ การกู้ภัย การรักษาความปลอดภัย และสนามรบ เมื่อโลกพิสูจน์แล้วว่าโดรนจำนวนมากสามารถสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตประจำวันได้ ไทยจึงต้องคิดให้ไกลกว่าการควบคุม แต่ต้องสร้างระบบ “ใช้โดรนให้เกิดประโยชน์ และป้องกันโดรนที่เป็นภัย” ไปพร้อมกัน
“โดรน” หรืออากาศยานไร้คนขับ กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีเฉพาะทางมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความมั่นคงสมัยใหม่ ตั้งแต่การถ่ายภาพ เกษตรกรรม สำรวจพื้นที่ ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการค้นหาและกู้ภัย ขณะเดียวกันสงครามยูเครน-รัสเซียแสดงให้เห็นว่าโดรนจำนวนมากสามารถถูกใช้โจมตีพื้นที่เมือง ท่าเรือ คลังสินค้า พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้ การโจมตีบริเวณกรุงมอสโกเมื่อเดือนสิงหาคมมีรายงานการใช้โดรนหลายร้อยลำในระลอกเดียว สะท้อนว่าโจทย์ในอนาคตไม่ใช่เพียง “จะมีโดรนหรือไม่” แต่คือ “ประเทศจะบริหารเทคโนโลยีนี้อย่างไร”
โดรนมีตั้งแต่เครื่องขนาดเล็กสำหรับผู้บริโภค ราคาหลักพันถึงหลักแสนบาท ไปจนถึงระบบเฉพาะทางที่มีมูลค่าสูงกว่านั้นมาก ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กล้องและเซ็นเซอร์ ระบบสื่อสาร ความสามารถในการบินอัตโนมัติ ระยะปฏิบัติการ และภารกิจที่ออกแบบมาให้ทำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโดรนเครื่องหนึ่งอาจเป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพ ขณะที่อีกระบบหนึ่งสามารถทำงานด้านสำรวจ เฝ้าระวัง หรือภารกิจด้านความมั่นคงได้ ประเทศผู้ผลิตก็มีหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย สหรัฐฯ และยุโรป ดังนั้นโจทย์ของไทยไม่ควรหยุดอยู่ที่การถามว่า “โดรนผลิตที่ไหน” แต่ต้องถามว่า ไทยมีขีดความสามารถในการเลือก ใช้ ควบคุม และพัฒนาเทคโนโลยีนี้เองมากเพียงใด
ประสบการณ์จากยูเครน รัสเซียชี้ให้เห็นว่า การใช้โดรนจำนวนมากพร้อมกันสามารถสร้างภาระให้ระบบป้องกันทางอากาศและรบกวนการดำเนินชีวิตของประชาชน แม้ฝ่ายป้องกันจะสามารถสกัดได้จำนวนมากก็ตาม การโจมตีมอสโกเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่าใช้โดรน 620 ลำ และรัสเซียระบุว่าสกัดได้ 180 ลำเหนือภูมิภาคมอสโก ขณะที่การโจมตีต่อเนื่องในยูเครนยังมุ่งไปยังท่าเรือ พลังงาน
อุตสาหกรรม และศูนย์กระจายสินค้า นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับไทยว่า การป้องกันไม่ได้หมายถึงการรอให้ภัยมาถึงแล้วค่อยตอบโต้ แต่ต้องมีระบบเฝ้าระวังและประเมินภัยที่ทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
สำหรับไทย โดรนคือทั้ง “ตา” ของรัฐและโจทย์ใหม่ของความมั่นคง พื้นที่ชายแดนเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาปี 2568 ฝ่ายไทยกล่าวหาว่ามีการใช้โดรนในการโจมตีฐานทหาร ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหา ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การสรุปว่าโดรนลำใดเป็นของใครโดยไม่มีหลักฐาน แต่คือการตระหนักว่า อากาศยานขนาดเล็กสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิข่าวสาร การเฝ้าระวัง และความขัดแย้งได้ ขณะเดียวกันฝ่ายความมั่นคงไทยเองก็สามารถใช้โดรนเพื่อสำรวจพื้นที่ชายแดน ตรวจสอบพื้นที่ประสบภัย สนับสนุนการค้นหาและกู้ภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยลดความเสี่ยงต่อกำลังพล ดังนั้นนโยบายที่ดีต้องไม่ใช่ “ห้ามให้หมด” แต่ต้องแยกให้ชัดว่าอะไรคือการใช้ประโยชน์ อะไรคือความเสี่ยง และอะไรคือภัยคุกคาม
ประเทศไทยควรคิดเรื่องโดรนเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดหาและผลิต การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากร การฝึกผู้ควบคุม การกำหนดภารกิจของหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงระบบตรวจจับและรับมือโดรนที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญ เช่น สนามบิน โรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า โรงกลั่นและคลังพลังงาน ท่าเรือ เขื่อน ระบบโทรคมนาคม หน่วยงานราชการ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่อย่าง Data Center หลักคิดด้านความมั่นคงควรเป็นวงจร “ตรวจพบ ระบุ ประเมินความเสี่ยง ตอบสนอง” เพราะโดรนทุกลำไม่ใช่ภัย และการตอบสนองที่ผิดพลาดก็อาจสร้างความเสียหายได้เช่นกัน ที่สำคัญ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย CAAT เองกำลังพัฒนากรอบกำกับดูแลทั้งด้านการขึ้นทะเบียน นักบินระยะไกล ข้อจำกัดการปฏิบัติการ และเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องนี้กำลังกลายเป็นวาระความปลอดภัยระดับประเทศ
ไทยมีมาตรการควบคุมการใช้โดรนและสามารถกำหนดพื้นที่หรือช่วงเวลาที่ห้ามหรือจำกัดการบินด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและความมั่นคง โดย CAAT ยังมีช่องทางให้ประชาชนแจ้งเหตุเมื่อพบการใช้โดรนผิดเงื่อนไขหรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การควบคุมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะเมื่อโดรนมีราคาถูกลงและแพร่หลายมากขึ้น ประเทศจำเป็นต้องมีทั้ง กฎหมายที่ชัดเจน เทคโนโลยีตรวจจับ บุคลากรที่ผ่านการฝึก ฐานข้อมูลกลาง และระบบบัญชาการที่เชื่อมโยงหน่วยงาน พร้อมกับสนับสนุนการใช้โดรนในภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากไทยสามารถสร้างทั้ง “กำลังโดรน” และ “ระบบป้องกันโดรน” ได้ในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีที่วันนี้ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง ก็สามารถกลายเป็นขีดความสามารถใหม่ของประเทศได้
โลกกำลังบอกเราว่า ท้องฟ้ายุคใหม่ไม่ได้มีเพียงเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ แต่มี“โดรน” จำนวนมหาศาลที่สามารถทำหน้าที่ได้ตั้งแต่ “ช่างภาพ” ไปจนถึง “ตา-ในสนามรบ” หากไทยเลือกทางง่ายที่สุดด้วยการห้ามทุกอย่าง เราอาจป้องกันความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ก็อาจปิดโอกาสของเทคโนโลยีที่ช่วยเศรษฐกิจและความมั่นคงไปพร้อมกัน ทางออกจึงไม่ใช่ “กลัวโดรน” หรือ “ปล่อยโดรน” แต่คือการทำให้ประเทศรู้ว่าโดรนลำไหนกำลังทำอะไร ใครมีสิทธิใช้ และเมื่อใดที่ต้องถือว่าเป็นภัย เพราะในวันที่ “ท้องฟ้า” กลายเป็นพื้นที่ใหม่ของความมั่นคง ประเทศที่มองเห็นก่อน ย่อมมีโอกาสรับมือได้ก่อน
#โดรนโจมตี#THAITRIBUNE#ระบบป้องกันทางอากาศ#อากาศยานไร้คนขับ#โดรนค้นหาและกู้ภัย“CAAT”#ชัยทัศน์



