INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569
ระบบติดตามมีทั้ง Manifest และ GPS แต่คำถามสำคัญคือ “ข้อมูลในระบบ” ตรงกับ “ของจริง” แค่ไหน ?
เมื่อปลายเดือนก่อน กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมืองนครปฐม หลังประชาชนร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นจากพื้นที่ของบริษัทแห่งหนึ่ง
ซึ่งถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการและไม่มีผู้ดูแล โดยพบ “อลูมิเนียมดรอส” (Aluminium Dross) หรือวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิตอะลูมิเนียมสะสมอยู่กว่า 12,000 ตัน กรณีนี้จึงไม่ได้จบเพียงคำถามว่า “กากกองอยู่ที่ไหน” แต่เปิดคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า เมื่อกากอุตสาหกรรมออกจากโรงงานแล้ว ระบบของรัฐสามารถติดตามและยืนยันได้หรือไม่ว่า กากแต่ละล็อตเดินทางถึงผู้รับบำบัด กำจัด หรือใช้ประโยชน์ตามที่แจ้งไว้จริง
คำว่า “กากอุตสาหกรรม” ไม่ได้หมายถึง “กากพิษ” ทั้งหมด เพราะครอบคลุมวัสดุเหลือใช้และของเสียจากกระบวนการผลิตหลายประเภท ทั้งที่เป็นของเสียอันตรายและไม่อันตราย ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การจำแนกประเภท การขออนุญาต การขนส่ง และการจัดการปลายทางให้ถูกต้องตามกฎหมาย กรณีนครปฐมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของปัญหาอย่างชัดเจน เพราะเมื่อโรงงานหยุดกิจการและไม่มีผู้รับผิดชอบ กากจำนวนมหาศาลที่ยังตกค้างอยู่ในพื้นที่สามารถกลายเป็นภาระของภาครัฐและสร้างผลกระทบต่อชุมชนได้ทันที
ขนาดของโจทย์ยิ่งเห็นชัดจากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยปี 2567 มีปริมาณกากอุตสาหกรรมที่อยู่ในระบบการขออนุญาตนำไปบำบัดหรือกำจัด เป็นของเสียไม่อันตราย 39.28 ล้านตัน และของเสียอันตราย 1.86 ล้านตัน รวมประมาณ 41.14 ล้านตัน ขณะที่กรมโรงงานฯ ระบุว่ามีโรงงานกลุ่มผู้รับดำเนินการเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรมประเภท 101, 105 และ 106 รวม 2,940 โรงงาน และกำหนด 17 จังหวัดเป็นพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ตัวเลข 41 ล้านตันจึงในฐานะ “ขนาดของภาระที่ระบบต้องบริหารจัดการ” ไม่ใช่ตัวเลขของกากที่ถูกลักลอบทิ้งทั้งหมด
ประเทศไทยไม่ได้ไม่มีระบบติดตาม เพราะกรมโรงงานอุตสาหกรรมมี E-Fully Manifest เป็นระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ซึ่งเชื่อมข้อมูลตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง ไปจนถึงผู้บำบัดหรือกำจัด ระบบสามารถติดตามข้อมูลการขนส่งและสถานะการจัดการ รวมถึงแสดงตำแหน่ง GPS ของรถขนส่งได้ ข้อมูลของกรมฯ ระบุว่าระบบถูกออกแบบให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางและสถานะการบำบัดหรือกำจัดได้ ดังนั้นคำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ “รัฐมีระบบหรือไม่” แต่คือ ข้อมูลในระบบสามารถยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ปลายทางได้ครบถ้วนเพียงใด
นี่คือจุดที่ต้องมองทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ปริมาณกากที่เกิดขึ้น, การอนุญาตนำออกจากโรงงาน, รถที่รับขน, เส้นทางการเดินทาง,น้ำหนักเมื่อถึงปลายทาง ไปจนถึงความสามารถจริงของโรงงานผู้รับบำบัดหรือกำจัด เพราะการมี Manifest หรือ GPS ไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบทางกายภาพจะหมดความจำเป็น หากข้อมูลต้นทางไม่สอดคล้องกับน้ำหนักที่ปลายทางรับเข้า หรือสถานที่รับกากมีปริมาณการรับเกินศักยภาพ ช่องว่างดังกล่าวย่อมต้องถูกตรวจสอบต่อไป บทเรียนจากกรณีที่กากจำนวนมากตกค้างในพื้นที่จึงอยู่ที่การทำให้ “ตัวเลขในระบบ” กับ “ของจริงบนพื้นดิน” เป็นเรื่องเดียวกัน
ประเทศไทยมีระบบติดตามกากอุตสาหกรรม มีข้อมูลการขนส่ง และมี GPS แต่คำถามที่ประชาชนอยากรู้ที่สุดอาจง่ายกว่าระบบทั้งหมดว่า “กากที่ออกจากโรงงาน ไปถึงปลายทางจริงหรือไม่?”
เพราะหากวันหนึ่งโรงงานหยุดกิจการ เจ้าของหายไป และกากยังคงอยู่กับชุมชน คนที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เหลืออยู่ท้ายที่สุด อาจไม่ใช่คนที่สร้างกาก แต่เป็นรัฐและประชาชนที่อยู่รอบกองกากนั้น !



