หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น  “น้ำใจบนทางเปลี่ยว”

เรื่องสั้น  “น้ำใจบนทางเปลี่ยว”

เผยแพร่

spot_img

ชัยทัศน์ 13-09-2569

  ท่ามกลางความมืดมิดบนถนนสายรองที่ตัดผ่านป่าละเมาะ พายุฝนกระหน่ำซัดจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเกินห้าเมตร แสงฟ้าแลบสว่างวาบเป็นระยะ เผยให้เห็นต้นไม้ล้มระเกะระกะราวกับซากศพของยักษ์ที่ทอดตัวอยู่ริมทาง

                           หนุ่มใหญ่กัดริมฝีปากจนห้อเลือด มือขวากำพวงมาลัยรถเก๋งเก่าๆ ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด  ส่วนมือซ้ายวางพาดอยู่บนขอบประตูรถ

                           แสงจากฟ้าแลบสะท้อนให้เห็น “รอยแผลเป็นทางยาวตรงข้อมือซ้าย” มันขรุขระและลึกหนา ดูเป็นตำหนิที่น่าเกลียดที่สุดบนร่างกายของเขา 

                           เขาจงใจใส่เสื้อแขนยาวเพื่อปิดมันไว้ แต่วันนี้ความร้อนใจทำให้เขารั้งแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมันถนัดตา

                           รถส่งเสียงกึกๆ และเริ่มเสียหลัก ยางล้อหลังระเบิดออกอย่างรุนแรงจนรถสะบัด เขาพยายามควบคุมรถจนมันหยุดสนิทอยู่ข้างทางที่ลาดเอียง

                          หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู แสงสีฟ้าอ่อนสว่างขึ้นครู่หนึ่งก่อนจะดับวูบลง แบตเตอรี่กลายเป็น 0% ในนาทีที่เขาต้องการมันที่สุด และเมื่อเขาควานหา “สายชาร์จ” ในลิ้นชักหน้ารถ เขาก็พบเพียงสายที่ขาดวิ่นจนเห็นลวดทองแดงข้างใน… เขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์

                        ก้าวลงจากรถ ฝนเย็นเยียบสาดซัดเข้าใส่ร่างจนเปียกโชกในพริบตา ในขณะที่เขากำลังจะถอดใจ 

                       แสงไฟหน้าคู่หนึ่งก็สาดส่องมาจากทางโค้งข้างหน้า มันเคลื่อนที่ช้าผิดปกติ… ช้าจนดูเหมือนกำลังซุ่มดู

                         รถเก๋งสีดำสนิทจอดห่างจากรถของเขาไปประมาณสิบเมตร เครื่องยนต์ยังคงครางหึ่มๆ เหมือนเสียงขู่ของสัตว์ร้าย ประตูฝั่งคนขับเปิดออก 

                           ชายคนหนึ่งก้าวลงมา ใส่เสื้อกันฝนสีเหลืองสดสว่างตัดกับความมืดมิดรอบกาย  ดูภูมิฐานและใจดีเกินกว่าจะมาอยู่บนทางเปลี่ยวแบบนี้

                        “รถเป็นอะไรครับ?” 

                           ชายคนนั้นตะโกนถาม เสียงของเขาดูนุ่มนวลแต่หนักแน่นเข้มแข็ง

                           เขาเดินเข้ามาใกล้หนุ่มใหญ่ แสงฟ้าแลบช่วยให้เอกเห็นใบหน้าชัดเจน ชายคนนั้นยิ้มให้เล็กน้อย ชูมือซ้ายขึ้นเพื่อโบกทักทายอย่างเป็นมิตร แต่ที่น่าแปลกคือ มือขวาของเขากลับซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อกันฝนตลอดเวลา มันแน่นิ่งและบวมพองออกมาผิดรูป ราวกับว่าเขากำลังกำ “วัตถุบางอย่าง” ที่มีน้ำหนักไว้ข้างในนั้น

          “ผมชื่อศิลาครับ เป็นหมอ… บ้านผมอยู่ข้างหน้านี้เอง ไปพักหลบฝนก่อนเถอะครับ แถวนี้อันตรายเกินกว่าจะยืนอยู่ลำพัง”

                            หนุ่มใหญ่มองมือซ้ายของหมอที่ยื่นมา… แล้วเหลือบมองมือขวาที่ยังคงซ่อนอยู่ในกระเป๋าอย่างไม่ยอมลดละ สัญชาตญาณบางอย่างเริ่มกรีดร้องด้วยความระแวง

                           บ้านของหมอศิลาเป็นบ้านไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน ความเงียบเชียบข้างในตัดกับเสียงพายุภายนอกอย่างสิ้นเชิง แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟระย้าขับให้บรรยากาศดูอึดอัดมากกว่าจะอบอุ่น 

                          หมอศิลาใช้เพียงมือซ้ายที่ดูเก้งก้างในการล็อกกลอนประตูบ้านอย่างทุลักทุเล ในขณะที่ มือขวายังคงซุกแน่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุม

                        “ผมขอตัวไปเตรียมซุปร้อนๆ ให้ทานนะ”     

                          หมอพูดพลางเดินหายเข้าไปในครัว

                        เอกนั่งลงบนโซฟา สายตาของเขาสำรวจไปทั่วห้องทำงานที่อยู่ติดกัน บนโต๊ะมีหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวข่าวคดีดัง…..ง

                     ”ฆาตกรวิปริตล่าตัดนิ้วพยาน ตำรวจคาดกบดานแถบชานเมือง“

                     เอกรู้สึกหายใจติดขัด ทันใดนั้นเสียง ฉับ… ฉับ… ดังมาจากในครัว เขาค่อยๆ ย่องไปดูที่ธรณีประตู

สิ่งที่เห็นทำให้เอกเย็นวาบไปถึงสันหลัง 

                    หมอศิลากำลังเตรียมอาหาร แต่เขาไม่ได้ใช้มีดเชฟ หมอใช้มือซ้ายที่สั่นเทาถือ “กรรไกรผ่าตัดด้ามยาว” คีบชิ้นเนื้อขึ้นมาแล้วตัดมันจนขาดกระเด็น เสียงโลหะกระทบกันดัง แกร๊ก…แกร๊ก… !

                    เอกสะดุ้งสุดตัว ..!

                   เขาเผลอเอามือขวาขึ้นมากุม “รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้าย” ไว้แน่นด้วยความหวาดผวา สัมผัสขรุขระของแผลนั้นย้ำเตือนให้เขารู้สึกถึงความคมของโลหะที่เคยบาดลึกเข้าไปในเนื้อ 

                   เอกจ้องมองกรรไกรในมือหมอด้วยตาเบิกโพลง พลางถอยหลังกลับมาที่โซฟาด้วยใบหน้าที่ซีดสลับเขียว

                         “มีอะไรหรือเปล่าครับ?” 

หมอถามโดยไม่หันมามอง แต่เขากลับหยุดมือที่ถือกรรไกรนั้นไว้แน่น

                         “ปะ…เปล่าครับ ผมแค่จะถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม” ตอบพรางถอยหลังช้าๆ

              เขาเหลือบไปเห็น “สมุดบันทึก” ที่เปิดค้างไว้บนเคาน์เตอร์ มีรูปถ่ายแอบถ่ายผู้ชายหลายคน และคนหนึ่งถูก “วงกลมด้วยหมึกสีแดง” 

                         ชายในรูปนั้นสวมเสื้อกันฝนลึกลับและมีรูปร่างสมส่วนสวมหมวกคลุมหน้า เอกหัวใจเต้นระรัว เขาปักใจเชื่อทันทีว่าตนเองกำลังติดอยู่ในรังของฆาตกร และคนในรูปนั้นคือเป้าหมายที่หมอกำลังตามล่า

                      “ซุปเสร็จแล้วครับ” 

                        หมอศิลาหันมาพร้อมถ้วยซุปในมือซ้าย “ทานให้หมดนะ… เพราะมันอาจจะเป็นมื้อสุดท้ายที่คุณต้องทรมานกับความหนาว”

                       เอกนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างเสียไม่ได้ ควันร้อนจากถ้วยซุปลอยวนอยู่ในอากาศเหมือนหมอกจางๆ      

                      หมอศิลานั่งลงตรงข้ามเขาสองเมตร ระยะห่างนั้นมากพอที่หมอจะสังเกตเห็นทุกการเคลื่อนไหวของเอก แต่น้อยเกินกว่าที่เอกจะวิ่งหนีออกไปทางประตูที่ถูกล็อกไว้

                   “ทานสิครับ” 

                   หมอศิลาย้ำ สายตาจดจ้องที่เอกไม่ลดละ มือขวาของเขายังคงจมลึกอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุม

                “คุณดู… กระวนกระวายนะ เหมือนคนที่มีความลับซ่อนอยู่”

               “ใครๆ ก็ระแวงทั้งนั้นแหละครับ ในสถานการณ์แบบนี้” 

                 เอกตอบพลางหยิบช้อนด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายเขายังพยายามหลบอยู่ใต้โต๊ะเพื่อปิดบัง “รอยแผลเป็น” นั้นไว้ 

              “แล้วคุณหมอล่ะครับ ทำไมถึงต้องซ่อนมือขวาไว้ตลอดเวลา? 

                แถวนี้เขาลือกันเรื่องฆาตกรตัดนิ้ว… คุณคงไม่ได้เก็บ “ของสะสม” ไว้ในกระเป๋านั่นใช่ไหม?”

              หมอศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอดังขึ้น

           “ของสะสมงั้นหรือ ?

             คุณจินตนาการล้ำเลิศมาก… บางอย่างที่เราเสียไป เราก็อยากจะลืม ….

            แต่มันก็มักจะกลับมาหลอกหลอนเราในรูปแบบของแขกที่ไม่ได้รับเชิญเสมอ”

                 ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวจนไฟในบ้านดับวูบลง!

                  ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกอย่างในพริบตา …เอกอาศัยจังหวะนี้ลุกพรวดขึ้น เขาคว้า “มีดสเต็ก” ที่วางอยู่บนโต๊ะมาถือไว้ในมือซ้ายอย่างถนัดถรี่  ซึ่งเป็นข้างที่เขามีแผลเป็นและใช้งานได้คล่องแคล่วกว่า  เขาค่อยๆ ย่องไปทางห้องทำงานที่เขาเห็นสมุดบันทึกเล่มนั้น

                   แสงฟ้าแลบจากหน้าต่างส่องให้เห็นเงาของหมอศิลาที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องครัว เขาไม่ได้ไล่ตามมา แต่กลับพูดด้วยเสียงเย็นเยียบ 

                “อย่าเข้าไปในนั้นเลยคุณ… ..ความจริงมันมักจะเจ็บปวดกว่าที่คุณคิด”

            เอกไม่ฟัง เขาพุ่งเข้าไปในห้องทำงาน คว้าสมุดบันทึกรูปถ่ายขึ้นมาดูใกล้ๆ แสงฟ้าแลบครั้งต่อมาทำให้เขาเห็นชัดเจน… 

รูปที่ถูก วงกลมแดง ไม่ใช่รูปเหยื่อ แต่มันคือรูปสเกตช์จากกล้องวงจรปิดของชายที่สวมเสื้อกันฝนกำลังถือมีด และที่ข้อมือซ้ายของชายในรูปมี “รอยแผลเป็นรูปตัววี” ชัดเจน!

                        “แก!” 

                 เอกสบถออกมา ความหวาดกลัวเปลี่ยนเป็นความอำมหิต เขารู้แล้วว่าหมอศิลาคิดอะไรกับเขา….

หรือไม่ก็กำลังหาจังหวะจัดการเขาด้วยกรรไกรเล่มนั้น…

                เอกหันกลับมา เห็นหมอศิลายืนอยู่ที่ประตูห้องทำงาน แสงไฟฉายจากมือซ้ายของหมอสาดส่องมาที่หน้าของเอก ส่วนมือขวาของหมอเริ่มขยับออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมช้าๆ.….!

              “ถึงเวลาต้องจบเรื่องนี้แล้วล่ะ” 

หมอศิลากล่าว

                เอกไม่รอช้า เขากระโจนเข้าหาหมอศิลาพร้อมมีดในมือซ้าย

              “แกนั่นแหละที่ต้องตาย…!”

                        หนุ่มใหญ่พุ่งมีดเข้าใส่สุดแรง แต่หมอกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเยือกเย็น มือขวาที่เคยซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะบัดออกมา… มันไม่ใช่ปืนหรือมีด แต่มันคือมือที่สวมถุงมือหนาเตอะซึ่งสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น    

                       หมอกระชากถุงมือนั้นออก เผยให้เห็นมือที่ไร้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ 

                         ทันใดนั้น เสียงกระจกหน้าต่างแตกเพล้ง…พร้อมแสงไฟวับวาบที่สาดเข้ามาในบ้านราวกับกลางวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาทุกทิศทางด้วยอาวุธครบมือ

                         หนุ่มใหญ่ชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวทันที มีดในมือซ้ายร่วงลงพื้น เขารีบชี้ไปที่หมอด้วยความโกรธแค้น  ท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้า 

                       ตำรวจจ้องหมอตามมือชี้  พลางกระโดดเข้าไปยืนขวางระหว่างสองคนทันที

                      หมอศิลาไม่ได้ถือกรรไกรในมือซ้าย แต่เป็นรีโมทสัญญาณฉุกเฉินเรียกตำรวจ ที่ถูกกดค้างไว้จนจมมิด

                     เอกยังชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวในขณะปลายเสื้อแขนยาวเปิดเผยให้เห็นรอยแผลเป็นขรุขระรูปตัววีที่ข้อมือซ้ายจนหมอศิลาตาลุกวาว….ร้องเสียงหลง

                 “จำรอยฟันของผมบนข้อมือคุณไม่ได้หรือ …ไอ้ฆาตกร !….จับมันซี ตำรวจ !“

ข่าวล่าสุด

สงครามไกลตัว แต่ราคาน้ำมันใกล้กระเป๋าเงิน  เมื่อ Brent แตะ 100 ดอลลาร์ โจทย์ไม่ได้อยู่แค่ปั๊มน้ำมัน แต่อยู่ที่ค่าครองชีพทั้งระบบ

ราคาน้ำมันดิบ Brent กลับขึ้นไปแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความรุนแรงที่ขยายตัวในตะวันออกกลางและความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

”ฮั๊ว สว.“ กกต.ส่งศาล 77 คน นอกนั้นหลุดหมด ?  เมื่อความคาดหวังของสังคมสวนทางกับผลสอบ

ารได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2567 กลายเป็นหนึ่งในกระบวนการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดของสังคมไทย จากข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้ง การชี้นำ และการ “ฮั้ว” เพื่อให้ผู้สมัครบางกลุ่มได้เปรียบในกระบวนการเลือก สว.

สองล้นเกล้า ฯ เสด็จ ฯ  เยือนเวียดนาม   พระราชไมตรีครึ่งศตวรรษ จารึกพระเกียรติยศสูงสุดในภูมิภาค

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์” ประจำวันที่ 14 กันยายน 2569 สะท้อนพระบุญญาบารมีไพศาล สู่ดุลยภาพแห่งมิตรภาพอันยั่งยืนในระดับสากล                                  ภายใต้พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14 ถึง...

วิกฤต “แพงทั้งแผ่นดิน”… รีดเนื้อเค้นกระดูกชนชั้นกลาง

ดัชนีราคาผู้บริโภค เดือนสิงหาคมที่พุ่งสูงขึ้น 2.53% ส่งผลให้สินค้าจำเป็นพาเหรดปรับราคาขึ้นรวดเดียว 310 รายการ นำโดยราคาพลังงานที่ทะยานชนเพดาน 14.12% วิกฤตค่าครองชีพในขณะนี้กำลังลุกลามจากกลุ่มเปราะบางเข้าสู่ “ชนชั้นกลางตัวจริง”

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น  “ปริศนา ห้องริมสุด”

เงียบสงัดของเวลาใกล้รุ่งที่ความมืดเริ่มจางหายไปภายใต้เงาเมฆหนาครึ้มฝน เขาควรจะจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราให้นานกว่านี้กลับสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยสัมผัสประหลาดที่กรีดผ่านความรู้สึก แอร์ในห้องยังคงทำงานส่งเสียงครางหึ่งเบา ๆ ทว่าอากาศรอบกายกลับเย็นเยียบผิดปกติจนรู้สึกได้ถึงไอหนาวที่ลามเลียไปตามแนวกระดูกสันหลัง

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

เรื่องสั้น  “ตามล่า..มาเฟีย” |  “ชัยทัศน์”

เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ร้ายที่กำลังซุ่มเงียบในป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยกิเลส ภารกิจขุดรากถอนโคนแก๊งยาเสพติดข้ามชาติที่ชื่อว่า "โทนี่" ลากยาวมาหลายเดือน ข้อมูลเดียวที่เขามีคือมันร่อนเร่ไปตามแหล่งบันเทิง และมี "นกต่อ" เป็นสาวสวยคอยกรองลูกค้าชั้นดี มันคือ “มาเฟีย..” ที่เขาต้องขจัดให้ได้