เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา
“เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก
ภายนอกกระจกหน้า ฝนมหาศาลสาดซัดลงมาจนโลกทั้งใบกลายเป็นสีเทาหม่น ถนนลูกรังเส้นเล็กที่ถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้รกชัฏในเขตป่ารอยต่อภาคตะวันออกดูเหมือนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์

เขาตัดสินใจคว้ากระเป๋าคาดเอวใบเก่งและมือถือที่เหลือแบตเตอรี่ไม่มากนัก ก้าวลงจากรถไปเผชิญกับความเย็นเยียบที่บาดลึกถึงผิวหนัง แสงไฟฉายจากมือถือวูบวาบฝ่าม่านฝนไปกระทบกับเงาตะคุ่มของสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่เบื้องหน้า
มันคือบ้านไม้ใต้ถุนสูงทรงโบราณที่ดูโอ่อ่าแต่กลับทรุดโทรมด้วยกาลเวลา ประตูรั้วเหล็กดัดที่ขึ้นสนิมจนเขรอะแง้มทิ้งไว้เหมือนเป็นกับดักที่รอคอยเหยื่อ
เอกไม่มีทางเลือก เขาต้องหาที่กำบังก่อนที่จะถูกพายุซัดจนสิ้นสติ
เมื่อก้าวพ้นชายคาบ้าน กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกคือกลิ่นสาบสางของไม้ที่ผุพังผสมกับกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงจนน่าคลื่นเหียน ความเงียบภายในบ้านหลังนี้ช่างน่าประหลาด มันเงียบสนิทจนเสียงฝนข้างนอกฟังดูเหมือนอยู่ไกลออกไปนับกิโลเมตร
เอกกวาดไฟฉายสำรวจห้องโถงกว้าง พื้นไม้ปาเก้ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนาเตอะ แต่ทว่า… ท่ามกลางฝุ่นเหล่านั้น กลับมี “รอยลาก” เป็นทางยาวตรงกลางโถงบ้าน มันสะอาดเกลี้ยงเกลาเหมือนมีวัตถุหนักๆ ถูกเคลื่อนย้ายผ่านไปมานับครั้งไม่ถ้วนจนฝุ่นไม่ทันได้เกาะตัว

“มีใครอยู่ไหมครับ?”
เอกตะโกนถาม เสียงของเขาสั่นพร่าและถูกกลืนกินหายไปในความมืดที่ลึกเข้าไปในตัวบ้าน
เขาตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งพิงผนังไม้ใกล้ประตูทางออกที่สุดเพื่อเตรียมตัวรอจนกว่าฝนจะซาลง
ทันใดนั้นเอง เสียง “เอี๊ยด… ปัง!”
ก็ดังก้องมาจากชั้นบน มันคือเสียงบานประตูไม้ลัดวงจรกับลมพายุ หรืออาจจะเป็นฝีมือของใครบางคน
ตามมาด้วยเสียงโหยหวนแผ่วเบาเหมือนคนกำลังสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บปวด เอกรู้สึกสันหลังวาบ ใจหนึ่งสั่งให้เขาหนี แต่อีกใจหนึ่งในฐานะมนุษย์ที่ยังมีสำนึก เขาเกรงว่าจะมีใครได้รับอุบัติเหตุอยู่ด้านบน
เขาพยุงร่างที่เปียกโชกขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นประท้วงในทุกฝีเท้า ชั้นสองของบ้านมืดมิดและเย็นยะเยือกกว่าชั้นล่าง ห้องในสุดมีแสงสลัวจากฟ้าแลบลอดผ่านรอยแตกของหลังคา เอกเดินไปผลักประตูห้องนั้นออก…
มันว่างเปล่า มีเพียงหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ให้ม่านขาดวิ่นสะบัดเร่าเหมือนวิญญาณที่กำลังร่ายรำ
ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างบอกให้เขารีบกลับลงไปข้างล่างทันที แต่เมื่อแสงไฟฉายตกลงไปที่หน้าประตูทางออกซึ่งเขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ เอกก็ต้องชะงักจนแทบหยุดหายใจ เลือดในกายเหมือนจะกลายเป็นน้ำแข็ง
วีลแชร์ไม้เก่าคร่ำครึตัวหนึ่ง… จอดสนิทอยู่กลางโถงบ้าน ขวางประตูทางออกไว้อย่างพอดิบพอดี ทั้งที่เมื่อสิบนาทีก่อน…
ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว!
เอกยืนนิ่งแข็งเหมือนท่อนไม้ ลำคอแห้งผากจนแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลง แสงไฟฉายสั่นระริกอยู่ในมือจดจ้องไปยังวีลแชร์ไม้ตัวนั้นที่จอดขวางทางออกอย่างเงียบเชียบ เงาซี่ล้อที่ทอดดยาวไปบนพื้นไม้ปาเก้ ดูเหมือนกรงเล็บปีศาจที่กำลังตะปบทางรอดของเขา
ทันใดนั้น ความตื่นตระหนกก็สั่งการให้เขากระโดดข้ามพนักพิงไม้ที่เย็นเยียบ พุ่งตัวฝ่าม่านฝนออกไปยังป้อมยามที่ประตูรั้วหน้าบ้านอย่างไม่คิดชีวิต

“ช่วยด้วย! มีใครอยู่ไหม!” เขาตะโกนลั่นจนเสียงแหบพร่า
“เฮ้ย! หยุดอยู่ตรงนั้นอย่าเข้ามานะ!”
แสงไฟฉายแรงสูงสาดสวนกลับมาใส่หน้าเอกจนเขาต้องยกมือขึ้นบัง ชายในชุด รปภ. สีน้ำเงินซีดก้าวออกมาจากมุมมืดข้างป้อมยาม ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง ใบหน้าที่ซูบตอบแฝงไปด้วยความหวาดระแวงสุดขีด มือข้างหนึ่งกุมกระบองสั้นไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“ผมเอง… คนเดินทาง…รถผมเสีย ผมเข้าไปหลบฝน!”
เอกละล่ำละลักบอกพลางหอบหายใจ “แต่ในบ้านนั่น… มีบางอย่างขยับได้เอง ผมไม่ปลอดภัยแล้ว!”
รปภ. ลดไฟฉายลงเล็กน้อย แววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกจ้องมองเอกเหมือนเห็นคนเพิ่งรอดตายจากกิโยตีน
“คุณเข้าไปในบ้านมาเหรอ? โธ่เอ๊ย… ผมก็นึกว่าพวกหัวขโมย ผมแอบอยู่ตรงนี้คนเดียวมาตั้วแต่ก่อนฝนตก ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองบ้านหลังนั้นด้วยซ้ำ”
“เราต้องหนีไปจากที่นี่!” เอกย้ำด้วยความกลัวที่ยังไม่จางหาย “รถผมพอจะสตาร์ทติดได้ ถ้าคุณช่วยผมดันรถออกไป…”
รปภ. ส่ายหน้าช้าๆ พลางทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งแคบๆ ในป้อมยามอย่างคนไร้เรี่ยวแรง แสงไฟสลัวในป้อมเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือด
“ผมทิ้งงานไม่ได้หรอกคุณ… ผมเพิ่งมาเข้าเวรแทนเพื่อนที่หายตัวไปได้สองวันแล้ว ถ้าหายไปอีกคน ผมคงเดือดร้อนหนัก และที่สำคัญ… ฝนหนักขนาดนี้ ถนนดินลูกรังข้างหน้ามันลื่นจนเป็นโคลนดูด ถ้าออกไปตอนนี้เราอาจจะไปติดแหง็กกลางทางป่าที่มืดสนิทกว่านี้”
“แต่ในนั้นมันมีคนอยู่!” เอกแย้งเสียงสูง “ผมได้ยินเสียงร้อง และเห็นวีลแชร์นั่นขยับ!”
รปภ. หน้าถอดสี….นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว
“เข้าเวรครั้งก่อน ผมก็เคยได้ยิน… เสียงลากของหนักๆ บนพื้นไม้ทั้งคืน บางครั้งผมเห็นเงาสูงทมิฬยืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่างชั้นสองจ้องลงมาที่ผม ผมเลยต้องขังตัวเองอยู่ในป้อมนี่ไง…ผมไม่ออกจากป้อมไปไหนกับคุณหรอกนะ…“

ในขณะที่ทั้งคู่กำลังถกเถียงท่ามกลางเสียงฟ้าคะนอง เอกก็พลันนึกขึ้นได้ด้วยความตระหนก เขาคลำไปที่เอวแล้วพบเพียงความว่างเปล่า กระเป๋าคาดเอวใบสำคัญหายไป! ในนั้นมีทั้งเงิน กุญแจรถสำรอง และเอกสารสำคัญที่เขาถอดวางไว้บนโต๊ะไม้กลางห้องโถงตอนที่กำลังสำรวจในตอนแรก
“บ้าจริง! ผมลืมกระเป๋าไว้ในนั้น!” เอกอุทานอย่างหัวเสีย “ผมต้องกลับไปเอา”
“อย่าเลยคุณ! ทิ้งมันไปเถอะ ของนอกกายไม่คุ้มกับชีวิตหรอก”
รปภ. เตือนด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีอย่างสุดซึ้ง แววตาของเขาดูห่วงใยจนเอกรู้สึกว่านี่คือมิตรเพียงคนเดียวที่เขามีในคืนนี้
“ไม่ได้ ในนั้นมีทุกอย่างของผม”
เอกตัดสินใจด้วยความรั้น เขามองว่าชายร่างสูงที่ รปภ. กลัวอาจจะเป็นแค่คนพิการหรือคนแก่ที่จิตไม่ปกติ
“ผมไปครู่เดียว เดี๋ยวกลับมาหาคุณตรงนี้!”

เอกวิ่งฝ่าความมืดกลับไปที่บ้านไม้หลังใหญ่อีกครั้ง แสงไฟฉายส่องเข้าไปในโถงบ้านที่ดูมืดมิดและลึกลับกว่าเดิม เขาพุ่งไปที่โต๊ะไม้กลางห้อง คว้ากระเป๋ามาสวมเข้าที่เอวได้ทันที แต่ทันทีที่เขาจะหันหลังกลับ…
เสียง “ครืด… ครืด…” ของวัตถุหนักๆ ที่ถูกลากผ่านไม้ปาร์เกต์ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดสลัวที่เชื่อมไปยังห้องครัว มันไม่ใช่เสียงวีลแชร์ แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักหน่วง ลากกระเผลกตามมาติดๆ อยู่ในเงาลึกที่แสงไฟฉายของเขาเข้าไม่ถึง!
เสียง “ครืด… ครืด…” นั้นดังใกล้เข้ามาทุกขณะ มันเป็นเสียงที่เกิดจากน้ำหนักตัวมหาศาลที่กดทับลงบนไม้ปาเก้เก่าๆ สลับกับเสียงลากเท้าที่ผิดจังหวะ เอกพยายามบังคับมือที่สั่นเทาให้ส่องไฟฉายไปยังต้นเสียง
แสงสว่างวูบวาบไปกระทบกับเงาร่างสูงตระหง่านที่ดูใหญ่โตเกินมนุษย์
ชายร่างสูงใหญ่คนนั้นยืนอยู่สุดปลายทางเดิน ผิวหนังของเขาดูซีดเซียวราวกับซากศพภายใต้ชุดคลุมยาวสีเข้มที่เปียกชื้น
เอกไม่รอช้า เขาพุ่งตัวไปยังประตูทางออกที่เขาเพิ่งเข้ามา แต่ทันใดนั้นเอง ประตูไม้บานยักษ์ที่เคยเปิดแง้มไว้กลับถูกกระชากปิดลงดัง “ปัง!” ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระแทกมันจากด้านนอก

เอกพยายามหมุนลูกบิดและกระชากบานประตูอย่างบ้าคลั่ง แต่มันกลับถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา
“เปิด! เปิดเดี๋ยวนี้!” เขาตะโกนจนสุดเสียง พลางใช้ไหล่กระแทกประตูหวังจะให้มันพังออกไป แต่มันกลับนิ่งสนิทเหมือนผนังคอนกรีต
เสียงลากเท้านั้นหยุดลง… ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจที่แหบพร่าและหนักหน่วงอยู่ทางด้านหลัง เอกหันขวับกลับไป แสงไฟฉายส่องไปพบว่าชายร่างสูงคนนั้นไม่ได้เดินตามมาอย่างที่คิด แต่กลับหายไปในความสลัว เหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
เขาตัดสินใจวิ่งหนีเข้าไปในส่วนลึกของบ้านเพื่อหาทางออกอื่น เอกผ่านห้องที่ดูเหมือนห้องรับแขกโบราณ กลิ่นสาบชื้นของผ้าเน่าและกระดาษเก่าโชยเข้าจมูกจนอยากจะอาเจียน เขาพยายามเปิดหน้าต่างทุกบานที่เห็น แต่กลับต้องพบกับความจริงที่น่าขนลุก…
หน้าต่างทุกบานถูกตอกตะปูปิดตายด้วยแผ่นไม้หนาจากด้านนอก นี่ไม่ใช่แค่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง แต่มันถูกเตรียมไว้เพื่อเป็นกรงขังโดยเฉพาะ!

เขาวิ่งขึ้นไปที่ชั้นสอง หวังจะหาหน้าต่างที่พอจะกระโดดลงไปได้ ทุกย่างก้าวบนบันไดไม้ส่งเสียงลั่นประท้วงเหมือนเสียงกรีดร้องของวิญญาณ เอกเปิดประตูห้องทุกห้องด้วยความหวังที่ริบหรี่
จนกระทั่งถึงห้องริมสุด …..แสงสายฟ้าที่แลบแปลบเข้ามาเผยให้เห็นเงาของวีลแชร์ไม้ตัวนั้นจอดนิ่งอยู่กลางห้อง… มันขึ้นมาอยู่บนนี้ได้อย่างไร!
วีลแชร์….?

เสียงลากเท้าเริ่มดังขึ้นอีกครั้งที่หัวบันได เอกไม่มีเวลาคิด เขาพุ่งไปที่หน้าต่างบานหนึ่งที่กรอบไม้เริ่มผุพังจนมีช่องว่างพอให้มุดผ่าน เขาใช้กำลังทั้งหมดพังแผ่นไม้ที่ตอกไว้ออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงกระหน่ำเหมือนน้ำป่าไหลหลาก
เอกปีนออกไปที่ระเบียงไม้ที่ผุกร่อน มือของเขาถูเสี้ยนไม้บาดจนเลือดซึมแต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บ
เขามองลงไปข้างล่าง ลมพายุพัดจนร่างเขาแทบปลิว เอกตัดสินใจโหนตัวลงจากขอบระเบียงแล้วทิ้งตัวลงสู่พื้นเบื้องล่าง ร่างของเขากระแทกพื้นดินที่ชุ่มโคลนอย่างแรงจนความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วกระดูกสันหลัง เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
เมื่อเขามองกลับขึ้นไปยังหน้าต่างชั้นสอง… แสงสายฟ้าเผยให้เห็น ชายร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งสนิทจดจ้องลงมา
ตรงหน้าต่างนั้น….!!
ใบหน้าที่บิดเบี้ยวและดวงตาที่ไร้แววคู่นั้นดูเหมือนจะยิ้มเยาะให้กับความพยายามในการหนีของเขา เอกไม่รอช้า เขาฝืนความเจ็บปวดวิ่งกระเผลกกลับไปที่ประตูรั้วหน้าบ้านด้วยแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต!
เอกวิ่งกะโผลกกะเผลกฝ่าม่านฝนที่สาดซัดราวกระสุนน้ำ ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกที่สะโพกและข้อเท้าแล่นริ้วเข้าสู่สมองทุกครั้งที่ฝ่าเท้าบดลงบนดินโคลนลื่นแฉะ ลมหายใจของเขาขาดช่วง หอบถี่จนแสบหน้าอกไปหมด
แสงไฟฉายริบหรี่จากป้อมยามเบื้องหน้าเปรียบเสมือนประภาคารเดียวในมหาสมุทรแห่งความมืดมิดที่กำลังจะกลืนกินเขา
“ช่วยผมด้วย! มันออกมาแล้ว! มันอยู่บนนั้น!”
เอกตะโกนสุดเสียงจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน
รปภ. ที่ยืนรออยู่หน้าป้อมยามรีบเปิดประตูเหล็กดัดเล็กๆ ด้านข้างออกอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาในตอนนี้ดูตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมจนเห็นตาขาวเด่นชัดภายใต้หมวกแก๊ปที่เปียกโชก

“ทางนี้คุณ! เร็วเข้า! อย่าไปที่ประตูใหญ่ มันมีดินถล่มปิดทางลัดเลาะไปที่ถนนไม่ได้แล้ว ตามผมมาทางด้านหลังนี่ มีทางเล็กๆ ลัดผ่านดงไม้ไปบ้านพักคนงานได้!”
ทั้งคู่ตกอยู่ในชตากรรมเดียวกัน พากันวิ่งเลาะผ่านเงาไม้อันมืดครึ้มข้างป้อมยามไปเพียงไม่กี่เมตร ก่อนจะมาถึงลานกว้างใต้ต้นจามจุรียักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมจนพื้นที่ด้านล่างแทบจะไร้แสงสว่างและเย็นเยือกผิดปกติ
รปภ. หยุดฝีเท้าลงกะทันหันเหมือนมีอะไรข้างหน้าขวางกั้น จนเอกเกือบจะชนเข้าที่หลัง แสงไฟฉายที่สั่นพร่าจากในป้อมสาดส่องมาถึงจุดนี้เพียงแผ่วเบา เผยให้เห็นใครบางคนนั่งนิ่งสนิทรออยู่ก่อนแล้ว…

เป็นชายร่างสูงใหญ่คนเดิม….ที่จ้องมองเขาจากหน้าต่างชั้นสอง นั่นเอง..!
แต่คราวนี้เขานั่งเด่นตระหง่านอยู่บน วีลแชร์ไม้ ตัวเดิมที่เคยขวางประตูบ้านไว้ ใบหน้าซีดเซียวที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความวิปริตนั้นนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึก
“ทำไม… มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!”
เอกสบถออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขาพยายามจะหันหลังกลับเพื่อวิ่งหนีไปอีกทาง แต่กลับชะงัก พบว่า รปภ. เดินไปยืนสงบนิ่งอยู่ข้างหลังวีลแชร์ตัวนั้นอย่างมั่นคง
อาการตัวสั่นเทาและความหวาดกลัวที่เคยแสดงออกมาหายไปสิ้น เหลือเพียงใบหน้าที่เรียบเฉยและดวงตาเหม่อลอยเหมือนต้องมนต์สะกด
เขาถลาไปคว้าแขวนกระชากให้วิ่งหนี…

รปภ. กลับสะบัด บรรจงจัดวางมือที่หยาบกร้านของชายร่างสูงบนที่พักแขนอย่างประณีตและนอบน้อม ก่อนจะหันมาสบตาเอกที่ยืนเบิกตาค้างท่ามกลางเสียงพายุฝนที่คำรามก้อง
รปภ.สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้มหัวเคารพชายบนวีลแชร์ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่บาดลึกเข้าไปในกระดูกของคนฟัง

“ผมพาคนเข็นรถ..คนใหม่มาให้แล้วครับนาย !”



