ทั้งคุณปู่ และคุณพ่อผมมีสิ่งที่เหมือนกัน 1 เรื่อง
คือชอบเผยแพร่ความรู้สุขภาพ สาธารณสุข ให้สังคม
คุณปู่จบแพทย์จุฬา ต่อ Harvard และ John Hopkins
คุณพ่อจบทันตแพทย์จุฬาฯ ต่อ Loma Linda U.
และกลับมาเป็นอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน
วันนี้ผมขอแบ่งปันสำหรับ
1. เพื่อนๆที่คุณพ่อ คุณแม่เริ่มสูงอายุแล้ว
2. เพื่อนๆทุกคน ที่เราทุกคนจะกลายเป็นผู้สูงอายุในวันข้างหน้า และต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้
การแบ่งปัน การเรียนรู้จากผู้ล่วงลับ
จะทำให้คุณปู่ และคุณพ่อผมมีความสุข เพราะมันคือการช่วยคน
ยาวนิด แต่สำคัญมากสำหรับทุกคน
คุณพ่อผมหลับไปเมื่อบ่ายวันพฤหัสด้วยวัย 88 ปี
ในใบมรณบัตรเขียนว่า “หัวใจล้มเหลว”
ใช่ครับ นั่นคือสาเหตุการเสียชีวิตของวันนั้น
สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดจริงๆแล้วก็คือ สภาวะตับ ไต หลอดเลือดต่างๆคุณพ่อยังอยู่ในสภาพดีมาก
แกควรอยู่ต่อได้อีกหลายปี
แล้วอะไรคือสาเหตุหลักหละ?
สิ่งนี้สำคัญ
จริงๆสาเหตุที่ทำให้คุณพ่อเสียชีวิตคือ “Sarcopenia” หรือ กล้ามเนื้อลีบ-อ่อนแรงครับ
แม้คุณพ่อจะมีปัญหา “Neurodegenerative” มาเมื่อราวๆ 13 ปีก่อน แต่ครอบครัวเราประคองอาการไว้ได้ดีมาก
แต่ปัญหาหลักจริงๆคือ Sarcopenia ที่เกิดจากการไม่ออกกำลังกาย
คุณพ่อมักมีความสุขกับการเล่าการปั่นจักรยานจากบ้านซอยพร้อมพงศ์ ไปบางแสนเสมอ
แต่หลังผมเข้าสาธิตจุฬาฯ (45 ปีก่อน) ผมไม่เคยได้ยินคำว่าออกกำลังกายจากพ่อเลย
จำได้ว่าตอนผมอายุ 15-16 ปี คุณปู่ดุคุณพ่อซะด้วยว่าทำไมไม่ออกกำลังกาย
รวมถึงคนยุคพ่อ ใส่รองเท้าหนังทำงานทุกวัน
ถึงบ้านก็เมื่อยเท้า อยากพัก อยากนั่งดูทีวี
ลองนึกว่าตั้งแต่อายุ 40 ยัน 75 ก่อนป่วยครั้งแรก พ่อไม่เคยออกกำลังกายเลย แต่ก็ไม่เคยป่วย (ไม่น่าเชื่อจริงๆ)
ตั้งแต่ผมเด็กจนโต
พ่อผมไม่เคยป่วยครับ
ถ้าผมเข้าใจเรื่องสุขภาพเร็วกว่านี้
ผมจะจับพ่อไปตรวจ DNA และ Gut Microbiome
พ่อไม่ออกกำลังกาย
พ่อทานตามใจปาก
อร่อย เค็ม (โคตรเค็ม) มัน ขนมถุง Lay’s ครบ
แค่ไม่สูบบุหรี่ และไม่กินเหล้าเลย
ถ้าจำไม่ผิด พ่อบอกว่า ทานเบียร์แก้วสุดท้ายตอนผมอายุ 8 ขวบ จากนั้นก็ไม่ทานอีก
10 ปีที่แล้วคุณพ่อมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเหินยาก ทรงตัวลำบาก
ยิ่งด้วย enjoy eating มาก น้ำหนักตัวเยอะ จึงยิ่งชอบพึ่ง wheel chair โดยที่ผมพยายามให้แกฟื้นกล้ามเนื้อขา แต่ไม่สำเร็จ (เพราะดื้อ 5555)
เราจึงปรับอาหารเย็นมาเป็น “สลัดผัก 100%” เพื่อปรับสุขภาพ และชะลอการเพิ่มน้ำหนัก
จนมีหลาน
คุณพ่อเห่อหลานมาก และด้วยชอบเอาแต่ใจ พอพี่เลี้ยงไปพักกลางวัน คุณพ่อจะแอบเดินขึ้นชั้น 2 ด้วยการโหนราวบันได
ผมเคยพูดว่า วันนึงจะพลาด
แล้วก็พลาดจริงๆ
วันเกิดเหตุ คุณพ่อจะหนีจากห้องปีนขึ้นชั้น 2 มาหาหลานโดยไม่รอพี่เลี้ยงอีกตามเคย ผมอยู่ชั้น 2 ได้ยินเสียงโครม แกเดินได้ 2 ก้าวแล้วล้มหัวฟาดเลือดท่วมพื้น
ผลคือ 6 เดือนจากนั้นการกระแทกรุนแรงที่ศรีษะทำให้แกมีปัญหาการทรงตัวหนัก และกลืนยาก จนติดเชื้อในปอดครั้งแรก และครั้งที่ 2 ที่ทำให้พ่อเหลือปอดเพียง 15% ซึ่งตอนนั้นคุณหมอมองว่าอาจจะไม่รอด
แต่ด้วยพื้นฐานร่างกายดีมาก แกรอดด้วยความปาฏิหาริย์ ช็อคคุณหมอหมดวอร์ด
แต่ก็อีก
แกไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะสภาพปอดไม่ดีพอ
และในขณะพักฟื้นรอกลับบ้านที่ศูนย์ แกติดเชื้อที่ปอดอีกรอบ แต่ก็รอดมาอีกครั้ง
Long story short
ผ่านไป 3 ปี จนปีนี้
คุณพ่ออยู่ในระหว่างการฟื้นปอดให้ดีพอจะกลับบ้านได้ ซึ่งแค่ 4 เดือนก่อนจะเสียก็ดีขึ้นมากแล้ว ใกล้จะกลับบ้านได้
แต่ก็กลับไปติดเชื้อที่ปอดเบาๆมาอีกครั้งตอนที่เข้าโรงพยาบาลด้วยเรื่องเล็กๆคือลำไส้อุดตัน จากการนอนนาน โดยคุณหมอก็ให้ยาเคลียร์เชื้อที่ปอดจนหาย
แต่เหมือนร่างกาย weak แล้ว แม้ไม่มีอาการอะไร แต่ร่างกายก็เริ่มบอกความถดถอยครั้งแรก
จนหลับไปเองเมื่อวันพฤหัสก่อน
ผมจึงบอกว่า
ผมเสียดายพ่อมาก
พ่อโคตรแข็งแรง
ตับ ไต ไส้ พุง ดีหมด
แต่การล้มหัวฟาด
ทำให้เกิด Domino effect ไปทำให้อยู่ๆศรีษะเอียง ควบคุมคอไม่ได้ กลืนยาก สำลัก จนติดเชื้อในปอดครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน
พิจารณาจากสภาพร่างกาย การตรวจเลือดสม่ำเสมอ
หากไม่เป็นSarcopenia ก็จะไม่ล้ม
และไม่เกิด Domino effect จนวันนี้
ซึ่งจะทำให้คุณพ่อสามารถมีอายุ 90+ แบบมีความสุขได้เลย
อย่าลืมครับ
Sarcopenia คือโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุเยอะมาก
อย่ารอให้อายุเยอะ แล้วแก้
มวลกล้ามเนื้อเราหายไปถึง 1-2% ต่อปี หลังอายุ 50 ปี
และหายไปถึง 3% (หรือกว่า) ต่อปี หลังอายุ 60-70 ปี
อย่ารอให้เป็นครับ
ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ หลากหลาย
หรือหากอายุเกิน 60 ปี แล้ว ขอให้ฮึดขึ้นมาฟื้นมันอีกครั้ง
เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีใน 10 ปีสุดท้ายของทุกคนครับ



