วันพุธ, กุมภาพันธ์ 11, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกวัฒนธรรม ชีวิต“นายฉันนะ ชายที่โลกลืม”

“นายฉันนะ ชายที่โลกลืม”

เผยแพร่

spot_img

ประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธที่เราคุ้นเคย มักเริ่มต้นด้วยภาพของผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าชายสิทธัตถะ พระพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ผู้ทรงธรรม แต่หากย้อนกลับไปยัง “คืนแรก” ที่โลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างแท้จริง คืนที่เจ้าชายออกจากกรุงกบิลพัสดุ์อย่างเงียบงัน เราจะพบว่าเหตุการณ์นั้นมิได้มีเพียงบุคคลผู้สูงส่ง หากยังมีชายธรรมดาคนหนึ่งยืนอยู่ข้างอานม้า ชายผู้นั้นไม่มีอำนาจ ไม่มีบทบาททางศาสนา และไม่มีชื่อในพิธีกรรม หากกลับอยู่ในจุดที่ประวัติศาสตร์ทั้งสายต้องอาศัยการกระทำของเขา ชื่อของเขาคือ นายฉันนะ

คัมภีร์พุทธประวัติทั้งฝ่ายบาลีและสันสกฤต ไม่ว่าจะเป็น Nidānakathā, Lalitavistara Sūtra และ Mahāvastu ล้วนระบุตรงกันว่า ฉันนะ (Channa / Chandaka) คือผู้เตรียมม้ากัณฐกะ เปิดประตูเมือง และพาเจ้าชายสิทธัตถะเดินทางออกจากวังจนถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา ก่อนจะเป็นผู้รับคำสั่งให้นำม้ากลับกรุง เหตุการณ์นี้ในเชิงประวัติศาสตร์ศาสนา มิใช่รายละเอียดรอง หากคือโครงสร้างของเหตุและผล เพราะการออกผนวชไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มีการเดินทาง และการเดินทางไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มีผู้ร่วมกระทำ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ พุทธประวัติไม่เคยยกฉันนะให้เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่ถูกแต่งเติมให้ยิ่งใหญ่ ไม่ถูกอธิบายด้วยปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่ถูกลบออกจากเรื่องเล่า ความนิ่งเงียบนี้เองที่ทำให้บทบาทของเขาน่าสนใจ เพราะมันสะท้อนหลักการพื้นฐานของศาสนาพุทธว่า เส้นทางแห่งธรรมเริ่มต้นจากโลกมนุษย์ ก่อนจะมีการตรัสรู้ ต้องมีการออกเดินทาง และก่อนจะมีการออกเดินทาง ต้องมีใครบางคน “ยอมให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น” นายฉันนะจึงเป็นพยานมนุษย์ต่อการสละโลก และเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ศาสนาเกิดขึ้นได้จริง

เมื่อมองในภาพกว้าง ประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธจึงมิได้เป็นเรื่องของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เพียงหยิบมือ หากเป็นผลรวมของการกระทำจากผู้คนจำนวนมาก ทั้งที่มีชื่อและไม่มีชื่อ คนธรรมดาเหล่านี้อาจไม่ถูกจารึกไว้ในบทสวด แต่กลับทำหน้าที่สำคัญในห้วงเวลาที่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว สามารถเปลี่ยนทิศทางของโลกได้ นายฉันนะจึงเป็นตัวแทนของ “สามัญชนในประวัติศาสตร์ศาสนา” ผู้ไม่อยู่บนยอด แต่เป็นฐานรองรับการเกิดขึ้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในตัวบท หากยังถูกถ่ายทอดผ่านศิลปกรรมพุทธในพื้นที่จริง ภายใน วิหารทรงม้า วัดพระธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประติมากรรมนูนต่ำเล่าเรื่องพุทธประวัติเรียงลำดับเหตุการณ์สำคัญ หนึ่งในฉากเหล่านั้นคือคืนออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าชายสิทธัตถะประทับบนม้ากัณฐกะ และมีชายคุมม้ายืนเคียงข้างอย่างสงบ นายฉันนะ เขาไม่ถูกขยายบทบาทให้โดดเด่นเกินจริง แต่ก็ไม่ถูกลดทอนจนหายไปจากภาพ

รูปปูนปั้นเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือน “การอ่านพุทธประวัติด้วยสายตา” และชวนให้ผู้ชมมองศาสนาในมิติใหม่ ว่าศาสนามิได้ก่อร่างขึ้นจากบุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์เพียงองค์เดียว หากตั้งอยู่บนแรงของผู้คนมากมายที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ การที่ศิลปกรรมในวิหารทรงม้ายังคงเก็บภาพของชายคุมม้าไว้ แสดงให้เห็นว่า ความทรงจำทางศาสนาในท้องถิ่น ยังเปิดพื้นที่ให้คนธรรมดามีตัวตนในประวัติศาสตร์

เมื่อยืนมองรูปปูนปั้นเหล่านั้นอย่างช้า ๆ ใต้เงาพระบรมธาตุ เราอาจเริ่มตั้งคำถามใหม่กับประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธว่า เราจำใคร และเราลืมใคร เหตุใดชื่อของพระพุทธเจ้าจึงถูกสวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ชื่อของผู้ร่วมสร้างเงื่อนไขกลับเลือนหายไปตามกาลเวลา นายฉันนะ ชายที่โลกลืม อาจไม่อยู่บนยอดเจดีย์แห่งความทรงจำ แต่เขายืนอยู่ในฐานรากของศาสนาพุทธอย่างเงียบงัน และยังคงปรากฏอยู่ ไม่ใช่ในบทสวด หากในรูปปูนปั้นเงียบ ๆ ภายในวิหารทรงม้า เมืองนครศรีธรรมราช

เอกสารอ้างอิง

 1. Nidānakathā – พุทธประวัติในอรรถกถาขุททกนิกาย

 2. Lalitavistara Sūtra – พุทธประวัติฝ่ายสันสกฤต

 3. Mahāvastu – คัมภีร์พุทธประวัติยุคต้น (สำนักโลกุตตรวาท)

 4. Encyclopaedia of Buddhism, entry: Chandaka (Channa)

 5. ศิลปกรรมพุทธประวัติ วิหารทรงม้า วัดพระธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

————————-

a common man in the history of Buddhism

“It’s you, the man the world forgot.”

Written by: Ek Ligor

The history of Buddhism that we are familiar with usually begins with the image of a great prince, Siddhartha, Buddha, or Arhat the Dharma. But if you go back to the “first night” where the world truly changes direction, the night the prince quietly leaves Kapilavastu, you will find that the event is not just a noble person. If there is a man by the saddle, that man has no power.  There’s no religious role, no name for the rituals, and if it’s back in history, the whole line is based on his actions, his name is my boss.

Both Pali and Sanskrit Buddhist scriptures, whether it is Nid ā Nakath ā, Lalitavistara Sūtra and Mah āvastu all agree that Channa/Chandaka is the one who prepared the Kantaka horse to open the city gate and took Prince Siddhartha from the palace to the Onoma River before being ordered to bring the horse back to town. This is not a secondary detail if it is the cause and effect structure because the merger cannot happen without travel.  And no journey can be made without a partner.

What’s noteworthy is that the Buddhist history never raised me as a holy person. He was not magnified. He was not explained by miracles but was not erased from the story. It was this silence that made his role interesting because it reflected the basic principles of Buddhism that the path of righteousness began from the human world before enlightenment. It had to depart and before departure.  Somebody has to. Some people “allow that change.” So my boss is a human witness to the renunciation of the world, and one of the mechanisms that really makes religion happen.

Broadly viewed, Buddhism’s history is not a matter of great individuals. If it is the sum of actions taken by many people, both by name and by no name, these ordinary people may not be written in prayers, but they serve an important role at a time when a single decision can change the direction of the world, Mr. Me represents “the common people in religious history.”  Who is not on the top, but is the base for the rise of something greater.

This idea does not only appear in the script. If it is still conveyed through Buddhist art in the real area, inside the horse-shaped temple, Wat Phra That Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat Province, there is a low sculpture about the Buddha’s history in order of important events. One of those scenes is the night of leaving Kibilpat. Prince Siddhartha sitting on the horse and having a horse and a horse standing beside peacefully, Mr.  He is not exaggerated in his role, but is not reduced to the picture.

These sculptures act as “reading Buddhist history with eyes” and invite viewers to see religion in a new dimension. That religion is not created by a single holy person. If based on the force of many people who participated in important events, the horse-riding temple art still retains images of a man, indicating that local religious memories.  It also opened up space for ordinary people to exist in history.

By looking slowly at the statues in the shadow of the Buddha, we may begin to ask a new question in the history of Buddhism: Who do we remember? And who do we forget? Why is the name of the Buddha repeatedly prayed while the name of the co-creator of the condition faded over time, Mr. Me, the man whom the world forgot may not be on top of the pagoda of memory, but he stood quietly at Buddha’s foundation and still appears, not in prayer. If in a silent plaster figure inside a horse-shaped temple, Nakhon Si Thammarat city

Reference Document

 1. Nid ā Nakath ā – Buddha’s History in Khutaka Nikaya

 2. Lalitavistara Sūtra – Sanskrit Buddhist history

 3. Mah ā vastu – Early Buddhist Scriptures (Lokuttarawat Office)

 4. Encyclopaedia of Buddhism, entry: Chandaka (Channa)

 5. Buddhist art history, equestrian temple, Wat Phra That Woramahawihan, Nakhon Si Thammarat Province

ข่าวล่าสุด

ปปช.ชงดาบประหาร 44 สส.  ปิดสวิตช์แกนนำพรรคประชาชน

เปิดเส้นทางนิติสงครามระลอกใหม่ เมื่อการเสนอกฎหมายกลายเป็น "จริยธรรมร้ายแรง" สั่นคลอนโครงสร้างฝ่ายค้านถึงรากฐาน ท่ามกลางคำถามคาใจ ปราบโกง หรือ จ้องทำลาย?

ทางสองแพร่ง “ภูมิใจไทย” ดีลข้ามขั้วเพื่ออยู่รอด หรือโดดเดี่ยว…เพื่ออธิปไตย?

สปอตไลท์ทุกดวงจับจ้องไปที่พรรคภูมิใจไทยหลังผงาดเป็นเบอร์หนึ่งในสภาชุดที่ 27 ท่ามกลางปรากฏการณ์พลังเงียบทุบสถิติ 80%

ปิดหีบโดยไม่มีผู้มาใช้สิทธิ์แม้แต่รายเดียว

หมู่บ้านม้งใหม่พัฒนา มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 1,140 คน แต่ตลอดทั้งวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีชาวบ้านออกมาใช้สิทธิ์เลย

กลุ่มสมาคมธุรกิจญี่ปุ่นร่วมยินดีหลังพรรครัฐบาล LDP คว้าชัยเลือกตั้ง

โยชิโนบุ ซึสึอิ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น หรือ เคดันเรน (Keidanren) เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ “ใช้อำนาจการนำที่เข้มแข็งบนพื้นฐานความไว้วางใจอันเปี่ยมล้นของประชาชน

ข่าวอื่นๆ

วิกฤต ร.ศ. 112 กับเงินถุงแดงของรัชกาลที่ 3

เมืองไทยเคยผ่านวิกฤตการณ์อันรุมเร้าเขย่าขวัญ จนครั้งหนึ่งมีคนกล่าวว่าอนาคตของแผ่นดินใกล้ถึงกาลอวสาน ตามคำพยากรณ์ของคนโบราณที่เคยโจษกันไว้ เมื่อเรียกรัชสมัยของพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ว่า “แผ่นดินปลาย”

สาวอีสานจากลูกชาวนาสู่มหาเศรษฐีแสนล้าน

คุณวิไลลักษณ์ ไทเกน คือตัวแทนของผู้หญิงไทยที่ไม่ลืมความเป็นไทย ไม่เคยลืมรากเหง้าบ้านเกิดของตัวเองเธอจึงใช้ "อาหารไทย" เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมนำไปเผยแพร่ต่อสายตาชาวโลก

จากเด็กไร้สัญชาติสู่มงกุฎนางสาวเชียงใหม่

“น้ำผึ้ง" กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล อายุ 25 ปี คว้ามงกุฏนางสาวเชียงใหม่ 2569, มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เชียงใหม่ 2566   เรียนจบปริญญาตรี คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เกียรตินิยม/บัณฑิตป้ายแดงปี...