วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 23, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเศรษฐกิจ การเงิน“พาณิชย์" ประเมินท่าทีสหรัฐฯ พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

“พาณิชย์” ประเมินท่าทีสหรัฐฯ พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

เผยแพร่

spot_img

“รมว.พาณิชย์” ระบุ ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยการใช้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมมอบหมายหน่วยงานประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า แม้ล่าสุดจะมีคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย  

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศต่าง ๆ โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การใช้อำนาจของประธานาธิบดีภายใต้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

นางศุภจี กล่าวว่า สาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้ สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากรต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ

สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย ดังนั้น กระบวนการจึงมีแนวโน้มซับซ้อน และยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ก.พ.2569 แทนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว

นางศุภจี กล่าวอีกว่า อัตราภาษีร้อยละ 10 ภายใต้มาตรา 122 เป็นอัตราที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่ร้อยละ 19 โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามแนวโน้มและพัฒนาการของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ดังที่สหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าบางกลุ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เหล็กและอลูมิเนียม (50 %) ทองแดง (50 %) ยานยนต์และชิ้นส่วน (25 %) เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ (25 %) แม้แต่การใช้มาตรา 301 ภายใต้ Trade Act 1974 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เคยประกาศใช้กับบางประเทศเพื่อตอบโต้กับมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า รวมไปถึงมาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ เบื้องต้นหลังจากที่ไม่มีการเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA แต่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีตามมาตรา 122 ที่อัตรา 10 % ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องจ่ายภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับอัตราภาษี 10% ตามมาตรา 122 บวกกับค่าธรรมเนียมอื่นใด หรือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด/ภาษีตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) ของสินค้านั้น (หากมี) โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 ก.พ.2569 สำหรับสินค้าที่จะนำไปบริโภค หรือนำออกจากคลังสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อการบริโภค และจะมีผลเป็นระยะเวลา 150 วัน หรือ ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 23 ก.ค.2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น หรือขยายระยะเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯ

นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ข่าวล่าสุด

แอป ฯ  นอกรุกฆาต…“SME”  ไทยดับสนิท !

เศรษฐกิจฐานรากไทยปี 2569 ตกอยู่ในภาวะอัมพาต เมื่อกองทัพแพลตฟอร์มต่างชาติขยายอิทธิพลกินรวบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบครบวงจร

ตื่นเถิดชาวพุทธ!  แพรรี่ ชี้ความเพี้ยนปฏิบัติธรรมยุคใหม่สุดเลิศ 

"พระไม่ใช่เซลล์ขายบ้านค่ะ" เพื่อสื่อถึงกรณีที่มีการชักชวนญาติโยมให้มาซื้อที่ดินหรือสร้างบ้านพักในเขตวัด โดยแพรรี่มองว่าหากบวชเข้ามาในร่มกาสาวพัสตร์แล้วยังมีจุดประสงค์เพื่อการ "สร้างยอดขาย"

แมคโดนัลด์มีงานใหญ่สำหรับพี่ๆ วัยอิสระ 50+

เพราะ “ประสบการณ์” คือพลังสำคัญ และรอยยิ้มของคุณมีคุณค่าเสมอ แมคโดนัลด์เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป / วัยเกษียณ มาร่วมงานกับเรา ในบรรยากาศเป็นกันเอง ทีมงานพร้อมดูแลและสอนงาน

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้มาตรการภาษี “ทรัมป์” ผิดกฎหมาย กระทบการค้าโลก

ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง หลังดำเนินมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกโดยอาศัยอำนาจพิเศษอย่างกว้างขวาง

ข่าวอื่นๆ

ปตท. กำลังจะมี โรงแรมราคาประหยัดในปั๊ม 

ปั๊มน้ำมัน PTT อย่าง OR จับมือ 'กลุ่มเซ็นทารา' ทุ่ม 700 ล้านบาท ตั้งบริษัทร่วมทุนครั้งใหม่ เพื่อทำโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) โดยเฉพาะ

เวียดนามปฏิรูปการเงินครั้งใหญ่ หนุนตั้งศูนย์การเงินนานาชาติดึงทุนโลก

รัฐบาลเวียดนาม ออกคำสั่งเร่งด่วนให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเปิดตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets), ทองคำ (Gold) และ อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

ลำพูน จังหวัดเล็กสุดของภาคเหนือ แต่มีรายได้ต่อหัวสูงสุด ในภาคเหนือ

“ลำพูน” จังหวัดนี้ มี GPP per capita หรือรายได้เฉลี่ยต่อหัวเกือบ 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงสุดในภาคเหนือ และมากกว่าจังหวัดเชียงใหม่ อย่างที่หลายคนคิดเสียอีก