หน้าแรกเศรษฐกิจ การเงิน“พาณิชย์" ประเมินท่าทีสหรัฐฯ พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

“พาณิชย์” ประเมินท่าทีสหรัฐฯ พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

เผยแพร่

spot_img

“รมว.พาณิชย์” ระบุ ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยการใช้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมมอบหมายหน่วยงานประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า แม้ล่าสุดจะมีคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย  

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศต่าง ๆ โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การใช้อำนาจของประธานาธิบดีภายใต้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

นางศุภจี กล่าวว่า สาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้ สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากรต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ

สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย ดังนั้น กระบวนการจึงมีแนวโน้มซับซ้อน และยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 10 เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ก.พ.2569 แทนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้ว

นางศุภจี กล่าวอีกว่า อัตราภาษีร้อยละ 10 ภายใต้มาตรา 122 เป็นอัตราที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยที่ร้อยละ 19 โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามแนวโน้มและพัฒนาการของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ดังที่สหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าบางกลุ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เหล็กและอลูมิเนียม (50 %) ทองแดง (50 %) ยานยนต์และชิ้นส่วน (25 %) เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ (25 %) แม้แต่การใช้มาตรา 301 ภายใต้ Trade Act 1974 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เคยประกาศใช้กับบางประเทศเพื่อตอบโต้กับมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า รวมไปถึงมาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ เป็นต้น

ทั้งนี้ เบื้องต้นหลังจากที่ไม่มีการเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้ IEEPA แต่สหรัฐฯ จะเก็บภาษีตามมาตรา 122 ที่อัตรา 10 % ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องจ่ายภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับอัตราภาษี 10% ตามมาตรา 122 บวกกับค่าธรรมเนียมอื่นใด หรือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด/ภาษีตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) ของสินค้านั้น (หากมี) โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 ก.พ.2569 สำหรับสินค้าที่จะนำไปบริโภค หรือนำออกจากคลังสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อการบริโภค และจะมีผลเป็นระยะเวลา 150 วัน หรือ ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 23 ก.ค.2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น หรือขยายระยะเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯ

นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ข่าวล่าสุด

บุ๋ม-ก๊อต ไม่รอดคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว

"มูลนิธิองค์กรทำดี" โดยตรวจสอบพบเส้นทางการเงินจากบัญชีรับบริจาค 3 บัญชีกว่า 815 ล้านบาท

สองมาตรฐาน…บนโต๊ะอาหาร ?เกษตรกรไทยถูกคุมเข้ม แต่ “ผักนำเข้า” ยังท้าทายระบบตรวจสอบ

ความปลอดภัยของอาหารบนโต๊ะคนไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า เหตุใดเกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระการผลิตภายใต้ข้อจำกัดด้านสารเคมีและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่สินค้านำเข้าบางส่วนกลับตรวจพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน

ม็อบรถบรรทุกมาแล้ว ถำนันมะโนแกนนำ ปักหลักทำเนียบ จี้รัฐลดราคาน้ำมัน

ม็อบกำนันมะโน (กลุ่ม นปผ.) เคลื่อนขบวนรถบรรทุกและยานพาหนะมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องแล้ว!!

ปล่อย 2 ชาวอุยกูร์มีปัญหา องค์กรสิทธิฯค้านส่งกลับจีน

ปล่อย 2 ชาวอุยกูร์มีปัญหา องค์กรสิทธิฯค้านส่งกลับจีน รายงานข่าว แจ้งว่าเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ชาวอุยกูร์ที่ถูกคุมขังในประเทศไทย ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในไทย 2 คน หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา หลังจากพ้นโทษแล้ว ทั้ง...

ข่าวอื่นๆ

การค้าชายแดนและผ่านแดน ก.ย. 69 พุ่งแรง 50.8% ดัน 9 เดือนแรกทะลุ 1.76 ล้านล้านบาท

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนกันยายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 220,908 ล้านบาท ขยายตัว 50.8%  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  เป็นการส่งออก 113,770 ล้านบาท (+51.8%)...

ททท. เนรมิต 4 เมือง เติมสีสัน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

แนวคิด ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ใน แผนการเนรมิต 4 เมือง คือ การท่องเที่ยวไทยไม่ได้จบลงเมื่อพระอาทิตย์ตก แต่เป็นช่วงเวลาที่เมืองจะได้เผยเสน่ห์อีกมิติหนึ่ง

ธุรกิจท่องเที่ยวไทย ผวา นักท่องเที่ยวจีนหาย หวั่นลากยาวถึงตรุษจีน สมาคมท่องเที่ยวออกโรง ร้องรัฐเร่งปรับความเข้าใจกับจีน

ธุรกิจท่องเที่ยวไทย ผวา นักท่องเที่ยวจีนหาย หวั่นลากยาวถึงตรุษจีน สมาคมท่องเที่ยวออกโรง ร้องรัฐเร่งปรับความเข้าใจกับจีน สถานการณ์ นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อช่วงไฮซีซัน (High Season) ของไทย สาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดจีนชะลอตัว เนื่องจาก การ​ประกาศเตือนความปลอดภัยจากสถานทูตจีนโดย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย...