หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“แพนิค” ไม่ใช่คนร้าย แต่หัวใจอาจกำลังส่งสัญญาณ  เมื่ออาการเจ็บหน้าอกถูกตีความผิด 

“แพนิค” ไม่ใช่คนร้าย แต่หัวใจอาจกำลังส่งสัญญาณ  เมื่ออาการเจ็บหน้าอกถูกตีความผิด 

เผยแพร่

spot_img

INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”

ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2569

วินาทีแห่งความลังเลอาจกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความสูญเสีย

                               ผู้ป่วยเจ็บหน้าอกที่ถูกส่งกลับบ้านด้วยคำวินิจฉัยว่าเป็นเพียง “แพนิค” หรืออาการตื่นตระหนก ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะโศกนาฏกรรมของครอบครัว แต่ควรถูกใช้เป็นบทเรียนต่อระบบการแพทย์และสังคมว่า อาการของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสามารถคล้ายกับโรคอื่นได้อย่างมาก ตั้งแต่แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เหงื่อออก ไปจนถึงคลื่นไส้หรือปวดบริเวณท้องส่วนบน การมีอาการคล้ายแพนิคจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นแพนิคเสมอไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ การคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือดจึงต้องมาก่อนการสรุปว่าเป็นความวิตกกังวล

                              โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปี 2565 มีผู้เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้ประมาณ 19.8 ล้านคน และประมาณร้อยละ 85 เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับประเทศไทย โรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองยังอยู่ในกลุ่มสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญ ขณะที่ข้อมูลในระดับภูมิภาคสะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจนของภาระโรคระหว่างประเทศ เช่น อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบปรับตามโครงสร้างอายุในข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ไทยต่ำกว่ามาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ แต่สูงกว่าสิงคโปร์ ตัวเลขดังกล่าวไม่ควรนำไปตัดสินคุณภาพระบบสาธารณสุขของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยตรง เพราะยังมีความแตกต่างด้านประชากร พฤติกรรมสุขภาพ การเข้าถึงบริการ และคุณภาพการบันทึกสาเหตุการเสียชีวิต แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า โรคหัวใจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระบบป้องกันกับระบบฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างยิ่ง

                             ความจริงที่หลายคนมองข้ามคือ โรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการสะสมของคราบไขมันและการอักเสบในผนังหลอดเลือดเป็นเวลาหลายปี ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวาน น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย และรูปแบบการบริโภคอาหารที่มีพลังงาน น้ำตาล เกลือ หรือไขมันอิ่มตัวสูง เมื่อคราบไขมันในหลอดเลือดเกิดการแตกหรือมีการเปลี่ยนแปลงจนเกิดลิ่มเลือด การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอาจลดลงอย่างเฉียบพลัน และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อหัวใจจะได้รับความเสียหายมากขึ้นตามเวลา ดังนั้น “หัวใจวาย” จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา แต่เป็นปลายทางของความเสี่ยงที่อาจสะสมมานานหลายสิบปี

                                   ปัญหาสำคัญอยู่ที่ อาการของโรคหัวใจไม่ได้เหมือนกันในทุกคน อาการแน่นหรือกดหน้าอกอาจร้าวไปแขน ไหล่ หลัง คอ หรือกราม บางคนมีเพียงหายใจไม่อิ่ม เหนื่อยผิดปกติ เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หรือไม่สบายบริเวณลิ้นปี่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้หญิง และผู้ป่วยเบาหวาน อาการอาจไม่ชัดเจนตามตำรา ขณะเดียวกันอาการแพนิคก็สามารถทำให้เกิดใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว เหงื่อออก ตัวสั่น และความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรงได้เช่นกัน จึงเป็นพื้นที่ที่โรคสองกลุ่มสามารถ “เลียนแบบ” กันได้ การวินิจฉัยจึงไม่ควรอาศัยอาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินความเสี่ยงและใช้การตรวจที่เหมาะสม

                             ผู้เชียวชาญอธิบายว่า  มาตรฐานการแพทย์ปัจจุบันให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการแยกภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันออกจากสาเหตุอื่น ผู้ที่สงสัยภาวะหัวใจขาดเลือดควรได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจโดยเร็ว โดยแนวทางสากลให้เป้าหมายภายในประมาณ 10 นาทีหลังมาถึงสถานพยาบาล และอาจต้องตรวจซ้ำหากผลครั้งแรกยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการตรวจเลือดหา โทรโปนิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่หลั่งออกมาเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจได้รับบาดเจ็บ โดยปัจจุบันนิยมใช้การตรวจชนิดความไวสูง และในผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม การตรวจครั้งเดียวที่ไม่พบความผิดปกติจึงไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตัดโรคหัวใจออกได้ในทุกกรณี การประเมินต้องพิจารณาร่วมกับอาการ ระยะเวลาที่เกิดอาการ ปัจจัยเสี่ยง และผลตรวจอื่น ๆ

                           บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้คำว่า “แพนิค” กลายเป็นจำเลย เพราะแพนิคเป็นภาวะทางการแพทย์จริง และผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวก็ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่คือการย้ำว่า เมื่อมีอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับหัวใจ ต้องไม่รีบสรุปสาเหตุที่ไม่รุนแรงก่อนที่จะตัดภาวะอันตรายออกอย่างเหมาะสม ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนเองก็ต้องไม่รอให้อาการรุนแรงจนหมดสติ หากมีอาการแน่นหรือกดหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อเกิดขณะออกแรง หรือมีหายใจลำบาก เหงื่อเย็น คลื่นไส้ หน้ามืด หรือปวดร้าวไปแขน กราม หลัง ควรรีบเข้าสู่ระบบฉุกเฉิน เพราะสำหรับโรคหัวใจ เวลาไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกา แต่คือโอกาสที่กล้ามเนื้อหัวใจจะได้รับการช่วยเหลือก่อนความเสียหายจะลุกลาม

                            เรามักดูแลสุขภาพด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุด คือรู้ว่าควรทำอะไร แต่ขอเริ่ม “พรุ่งนี้” เสมอ

                            บุหรี่ขออีกมวน อาหารเค็มขออีกมื้อ ออกกำลังกายค่อยเริ่มสัปดาห์หน้า ส่วนความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือดนั้น หากยังไม่มีอาการ ก็มักถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด  จนวันหนึ่งหัวใจส่งสัญญาณเตือนมาในรูปของอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือเหงื่อเย็น และสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นอาจไม่ใช่การเดาว่า “เป็นโรคอะไร” แต่คือการทำให้แน่ใจเสียก่อนว่า มันไม่ใช่ภาวะที่กำลังคุกคามชีวิต

                           เพราะสุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรอให้ร่างกายออกใบแจ้งหนี้แล้วค่อยชำระ และหัวใจก็อาจไม่มีนโยบายให้ผ่อนชำระย้อนหลัง

#ภาวะหัวใจขาดเลือด#แพนิค#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#โรคหลอดเลือดสมอง

ข่าวล่าสุด

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)

สตง. ปะทะ ไทยพีบีเอส. ตรวจสอบเงินแผ่นดิน หรือเปิดทางศึกรื้อภาษีบาป ?

การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีนัยสำคัญทั้งด้านธรรมาภิบาลและเสรีภาพสื่อ

จาก “โอเลี้ยง-อเมริกาโน่”  ถึง “ศึกซักฟอก” การเมืองสายบันเทิงของ “อนุทิน

ฉากทัศน์นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล แนะนำเครื่องดื่ม “โอเลี้ยง” ชวนแขกเหรื่อระดับสถาบันการเงินและสื่ออินเตอร์ในงานประชุมระดับโลก อย่าง IMF-World Bank และเวทีเสวนา CNN

ข่าวอื่นๆ

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)

สตง. ปะทะ ไทยพีบีเอส. ตรวจสอบเงินแผ่นดิน หรือเปิดทางศึกรื้อภาษีบาป ?

การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีนัยสำคัญทั้งด้านธรรมาภิบาลและเสรีภาพสื่อ