INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 22 กันยายน 2569
ถอดรหัสยุทธศาสตร์ Future Food Hub หนีการโดนแซงหน้าและการตกกับดักสงครามราคา
อุตสาหกรรมอาหารไทยซึ่งเคยเป็นหัวเจาะหลักทางเศรษฐกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” กำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองทศวรรษ หลัง 3 องค์กรเศรษฐกิจหลักปรับลดเป้าส่งออกปี 2569 ลงเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท หรือหดตัว 7.3% บีบให้รัฐบาลต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ใหญ่สู่ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคต “Future Food Hub” เพื่อหนีการโดนคู่แข่งแซงหน้าและการตกกับดักสงครามราคา
ยุทธศาสตร์ “ครัวของโลก” ถูกผลักดันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 โดยมุ่งหวังใช้ความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม การแปรรูป และการทูตอาหาร เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ทว่าข้อมูลล่าสุดในปี 2568 กลับสะท้อนความจริงที่น่ากังวล เมื่อไทยตกไปอยู่อันดับ 15 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 2.14% ด้วยมูลค่าส่งออกราว 1.254 ล้านล้านบาท ซึ่งไกลจากเป้าหมายการขึ้นสู่ Top 10 สภาพการณ์ยิ่งทรุดลงในปี 2569 จากมรสุมปัจจัยลบภายนอก ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ฉุดยอดส่งออกหายไปถึงเดือนละ 5,000 ล้านบาท
ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยยิ่งเด่นชัดเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง โดยเฉพาะการเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกให้แก่เวียดนามในปี 2568 จากปัญหาด้านคุณภาพและต้นทุน ขณะเดียวกัน เวียดนามและอินโดนีเซียต่างเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปด้วยฐานแรงงานที่ถูกกว่า ทำให้สินค้าไทยตกอยู่ใน “กับดักราคาต่ำ” แทนที่จะแข่งขันด้วยนวัตกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติการนำเทคโนโลยีมาใช้ ผลสำรวจชี้ว่าบริษัทไทยใช้ประโยชน์จาก AI เพียง 12% ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐฯ ที่อยู่ระดับ 43% อย่างมาก
แม้จะมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง แต่ธนาคารโลกยังคงมองว่าเกษตรและอาหาร เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย โดยคิดเป็น 31% ของ GDP และมีตัวคูณการจ้างงานสูงถึง 2.5 เท่า ในงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้ประกาศยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านสู่ “ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคต”(Future Food Hub) เพื่อเบนเข็มจากการขายวัตถุดิบเดิมๆ ไปสู่อาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนทางเลือก และอาหารฟังก์ชัน เพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ
มีข้อมูลว่าเวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็น “โรงงานแปรรูปอาหารแห่งใหม่ของอาเซียน” ด้วยต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า ความคล่องตัวในการปรับปรุงพันธุ์พืช และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุมมากกว่า ส่วนมาเลเซียก็สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและการบริโภคอาหารต่อหัวต่อวันได้สูงกว่าไทย ($107 เทียบกับไทย $103) การที่ไทยจะก้าวข้ามจากครัวแบบเดิมไปสู่ Future Food Hub จึงไม่ใช่แค่นวัตกรรมในห้องทดลอง แต่คือการแข่งขันด้านความเร็วและความสามารถในการทำตลาดแข่งขันกับเพื่อนบ้าน
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า การขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “Future Food Hub” ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการส่งเสริมมาตรการจูงใจเพื่อเพิ่มสัดส่วนการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการผลิตซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 12 หากปราศจากการปฏิรูปโครงสร้างต้นทุน การพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ และการเร่งรัดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอย่างจริงจัง การบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำด้านอาหารแห่งอนาคตและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาคแล้ว อาจเผชิญข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง



