INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569
“ถ้าสำเร็จที่นี่ ก็สำเร็จได้ทุกที่”
เพลง Frank Sinatra ดังจากนิวยอร์ก…ขณะที่เกม “กล้าธรรม” กำลังดังในสภา
รัฐบาลอาจแตะ 350 เสียง กับเพลง New York ที่ดังขึ้นพร้อมเกม “กล้าธรรม” ?
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัวระหว่างเดินทางถึงนครนิวยอร์ก เพื่อร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 พร้อมภารกิจ Thailand Roadshow ว่า “If I can make it there, I’ll make it anywhere” ประโยคดังจากเพลง New York, New York ที่ Frank Sinatra ร้อง ซึ่งมีความหมายว่า ”หากประสบความสำเร็จในนิวยอร์ก ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ทุกแห่ง“ ขณะเดียวกัน การเมืองไทยกำลังจับตาการขยับของพรรคกล้าธรรม หลังถูกปรับออกจากองค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน จากกรณีลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณปี 2570 สวนมติฝ่ายค้าน จนเกิดคำถามว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสมการเสียงในสภาหรือไม่
การโพสต์ของนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ข่าวการปรับพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านกำลังเป็นประเด็นทางการเมือง โดยพรรคกล้าธรรมมี สส. 58 คน หลังลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ขณะที่ฝ่ายค้านมีมติให้ไม่เห็นชอบหรืองดออกเสียง การขยับดังกล่าวทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่ากล้าธรรมอาจมีโอกาสเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต แต่ ณ เวลานี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าการเปลี่ยนขั้วจะเกิดขึ้น
หากสมมุติว่ากล้าธรรม 58 เสียงเข้าร่วมรัฐบาลจริง สมการที่น่าจับตาคือ จากจำนวน สส.ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันที่อยู่ราว 292 เสียง จะเพิ่มเป็น 350 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านซึ่งมี 149 เสียง จะเหลือ 91 เสียง ตัวเลขดังกล่าวมีความหมายในเชิงรัฐสภาอย่างชัดเจน เพราะฝ่ายค้านจะมีจำนวน สส.ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับการเข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งต้องมีไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่
นี่จึงทำให้ประโยค “If I can make it there, I’ll make it anywhere” ถูกนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์การเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าผู้โพสต์ตั้งใจสื่อถึงการจัดตั้งรัฐบาลหรือพรรคกล้าธรรมโดยตรง แต่ “จังหวะเวลา” ของโพสต์กับการเปลี่ยนแปลงในฝั่งฝ่ายค้าน เปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความทางการเมืองทันทีว่า หากรัฐบาลสามารถรวบรวมเสียงได้ถึง 350 เสียงจริง เสถียรภาพในการผ่านกฎหมายและการควบคุมเสียงในสภาย่อมเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ตัวเลขในสภาไม่ใช่ทั้งหมดของการเมือง เพราะการมีเสียงมากขึ้นย่อมหมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้นด้วย หากการเปลี่ยนขั้วเกิดขึ้นจริง คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงว่า “รัฐบาลจะมีเสียงเท่าไร” แต่คือ รัฐบาลจะใช้เสียงเหล่านั้นอย่างไร และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะเสียงในสภาอาจทำให้รัฐบาลผ่านกฎหมายได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันโดยตัวมันเองว่านโยบายจะตอบโจทย์ชีวิตประชาชน
ในขณะที่นักการเมืองกำลังคำนวณตัวเลข 350 ต่อ 91 ประชาชนกำลังคำนวณโจทก์อีกชุดหนึ่ง รายได้กับค่าครองชีพ หนี้กับรายรับ โอกาสกับอนาคต วลีจากนิวยอร์กจึงอาจมีความหมายทางการเมืองมากกว่าที่คิด ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “รัฐบาลจะ make it anywhere หรือไม่ ?” แต่คือคำถามที่ย้อนกลับมายังรัฐบาลว่า “เมื่อรัฐบาล make it แล้ว ประชาชนจะ make it ด้วยหรือไม่ ?”
บางที เพลงต่อไปที่ควรถูกหยิบมาโพสต์ อาจไม่ใช่ New York, New York แต่เป็น We Are the World เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่สภา แต่ยังมีประชาชนที่ต้องการ “make it” ไปด้วยกัน !!



