INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 27 กันยายน 2569
ฝนกระหน่ำหนักระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ถูกกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนล่วงหน้า ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขณะที่รัฐบาลสั่ง 70 จังหวัดรวมกรุงเทพมหานครเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง แต่เมื่อความเสียหายเกิดขึ้น คำถามที่ควรถูกถามจึงไม่ใช่เพียง “ฝนตกหนักแค่ไหน” หากคือ ระบบเตือนภัยที่ประเทศไทยลงทุนและทดสอบมาหลายปี สามารถส่งคำเตือนไปถึงคนที่กำลังอยู่ในจุดเสี่ยงได้เร็วและตรงพื้นที่เพียงใด
ประเด็นนี้ต้องแยก “ระบบล่ม” ออกจาก “ระบบทำงานแต่ไม่ตอบโจทย์ในบางสถานการณ์” เพราะข้อมูลทางราชการระบุชัดว่า Cell Broadcast ไม่ได้หายไปจากระบบประเทศไทย ปภ.มีการส่งแจ้งเตือนจริงในหลายพื้นที่ในเดือนกันยายน ทั้งกรณีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่การทดสอบระดับประเทศเมื่อเดือนมกราคม 2569 ก็ระบุว่าสามารถส่ง National Alert ไปยังโทรศัพท์มือถือได้ตามที่ออกแบบไว้ ดังนั้น การกล่าวว่าระบบ “อัมพาต” ทั้งหมดจึงเกินกว่าข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานรองรับ
แต่ช่องว่างที่น่าสนใจกว่าคือ “ใครเตือน ? เมื่อไร ?และเตือนใคร ?” โครงสร้างปัจจุบันกำหนดให้ ปภ.เป็นหน่วยงานหลักในส่วน Cell Broadcast Entity (CBE) ทำหน้าที่กำหนดเนื้อหาและพื้นที่ ขณะที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์ดูแล Cell Broadcast Center (CBC) และ กสทช.ทำหน้าที่สนับสนุนและประสานระบบ ขณะเดียวกันรัฐบาลยังย้ำให้จังหวัดและพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์ ยืนยันข้อมูล และประสานการส่ง Cell Broadcast โดยเร็ว นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีอาจพร้อม แต่ประสิทธิภาพของการเตือนยังขึ้นกับ “กระบวนการตัดสินใจ”และข้อมูลจากพื้นที่ ด้วย
นี่จึงเป็นจุดที่คำว่า “มืออาชีพ” ต้องถูกวัดใหม่ในบริบทของการบริหารภัยพิบัติ เพราะการมีระบบไม่ได้เท่ากับการมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ การทดสอบระบบ การมี War Room หรือการประกาศว่าพร้อมรับมือ เป็นเพียงต้นทางของกระบวนการ สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นจริงคือ เมื่อข้อมูลฝนสะสม ระดับน้ำ หรือความเสี่ยงผ่านเกณฑ์แล้ว ใครมีอำนาจตัดสินใจส่งข้อความ ใครรับผิดชอบความถูกต้องของพื้นที่ และข้อความนั้นเดินทางถึงโทรศัพท์ของประชาชนภายในเวลาที่มีความหมายต่อการหลบเลี่ยงภัยหรือไม่ เพราะ การเตือนที่มาถึงหลังรถติดอยู่กลางน้ำ ย่อมมีคุณค่าต่างจากการเตือนก่อนน้ำมา
รัฐบาลเองได้วางหลัก Single Command ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการหลักเมื่อเกิดภัย พร้อมกำชับให้มีการแจ้งเตือนก่อนสถานการณ์รุนแรง และล่าสุดยังระบุถึงการใช้ข้อมูล Real Time และการบูรณาการข้อมูลเพื่อยกระดับการเตือนภัย นี่คือทิศทางที่ถูกต้องในเชิงระบบ แต่บทพิสูจน์ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมหรือสไลด์นำเสนอ หากอยู่ที่นาทีจริงในพื้นที่จริงว่า ข้อมูลจากเรดาร์ ฝนสะสม ระดับน้ำ และจุดเสี่ยง ถูกแปลงเป็นคำเตือนที่ประชาชนเข้าใจและใช้ตัดสินใจได้เร็วเพียงใด
ภัยธรรมชาติอาจควบคุมไม่ได้ แต่ความเสียหายจากการเตือนภัยที่ไม่ทันเวลาเป็นเรื่องที่ระบบบริหารจัดการต้องตรวจสอบได้ คำถามจึงไม่ควรจบที่ว่า “Cell Broadcast ใช้ได้หรือไม่ได้” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า…..
เมื่อภัยกำลังมา ใครเป็นคนกดปุ่ม และประชาชนได้รับคำเตือน“ก่อน” หรือ “หลัง” ความเสียหายเกิดขึ้น เพราะระบบเตือนภัยที่ดีไม่ใช่ระบบที่สามารถส่งข้อความได้ในวันที่ทดสอบ แต่คือระบบที่ทำให้คนมีเวลา “หนี” ในวันที่ภัยมาถึงจริง !
#Cell Broadcast#THAITRIBUNE#กสทช.#ระบบล่ม#ฝนกระหน่ำ กทม.#ชัยทัศน์



