INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 29 กันยายน 2569
“ชั้นวางว่าง” ไม่ได้บอกแค่ของขาด
แต่อาจกำลังบอกว่า ประชาชนรู้สึกมั่นใจต่อระบบเพียงใด ?
น้ำท่วมกรุงเทพฯ เปิดโจทย์ใหญ่ รัฐต้องเติม “สินค้า” หรือเติม “ความเชื่อมั่น ?“
ชั้นวางสินค้าทุกห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ที่ว่างลงในกรุงเทพฯ ช่วงน้ำท่วมวันที่ 26 กันยายน 2569 ไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเป็นภาพของ “ความเห็นแก่ตัว” เพราะเบื้องหลังคือความกังวลของประชาชนต่อการเดินทางที่ติดขัด น้ำท่วมหลายพื้นที่ และความเป็นไปได้ที่สินค้าจำเป็นอาจเข้าถึงยาก ขณะที่ภาครัฐเร่งประสานผู้ประกอบการเติมสินค้าและควบคุมราคา เหตุการณ์นี้จึงเปิดประเด็นที่ใหญ่กว่าการเติมของบนชั้นวาง นั่นคือ ระบบจัดการภัยพิบัติสามารถทำให้ประชาชนมั่นใจได้เพียงใดว่า เมื่อเกิดวิกฤติ สิ่งจำเป็นจะยังไปถึงมือพวกเขา
ปรากฏการณ์ Panic Buying หรือ “การซื้อสินค้าเพราะกลัวขาดแคลน” เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพฯ หลังฝนตกหนักต่อเนื่องและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ร้านสะดวกซื้อทุกแห่งมีสินค้าบนชั้นลดลงอย่างรวดเร็ว สรรพอาหารทั้งสดและแห้งในห้างสรรพสินค้าหายจากชั้นวาง เพร่ะประชาชนบางส่วนเร่งซื้ออาหารและของจำเป็นเพื่อเตรียมรับสถานการณ์หากการเดินทางยังไม่สะดวกอีกหลายวัน ภาครัฐจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน คือเร่งเติมสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา โดยกระทรวงพาณิชย์สั่งติดตามสินค้าและราคา รวมทั้งเปิดช่องทางร้องเรียนกรณีกักตุนหรือขายราคาไม่เป็นธรรม สิ่งนี้สะท้อนว่า “ของมีหรือไม่มี” กับ “ประชาชนรู้สึกว่าของจะมีหรือไม่” เป็นคนละเรื่องกัน และในภาวะวิกฤติ ความรู้สึกอย่างหลังสามารถผลักให้เกิดการซื้อเกินความจำเป็นได้
บทเรียนสำคัญที่ญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าคนญี่ปุ่น “มีวินัยกว่า” คนไทย แต่เป็นการสร้างระบบที่ทำให้การรับมือภัยพิบัติกลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกฝึกมาอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นมีทั้งการฝึกซ้อมระดับประเทศ การฝึกของหน่วยงานท้องถิ่น และการศึกษาด้านการป้องกันภัยพิบัติในชุมชน โดยแนวทางของรัฐบาลญี่ปุ่นเน้นให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าต้องทำอะไร และพัฒนาทั้ง “การช่วยตัวเอง” และ “การช่วยเหลือกันในชุมชน” ดังนั้นภาพความเป็นระเบียบในยามประสบภัยจึงไม่ควรถูกอธิบายง่าย ๆ ว่าเกิดจาก “นิสัย” หรือ “วัฒนธรรม” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการฝึก ระบบ และประสบการณ์สะสมมานาน
ที่ ฟิลิปปินส์ ให้บทเรียนอีกแบบ เพราะเป็นประเทศที่เผชิญพายุและภัยพิบัติซ้ำ ๆ จนการ “เตรียมของก่อนเกิดเหตุ” ถูกทำให้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐอย่างเป็นระบบ ในปี 2569 กระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนา หรือ DSWD มีการเตรียม Family Food Packs หลายล้านชุดไว้ในคลังทั่วประเทศก่อนเกิดพายุ พร้อมเงินสำรองและระบบติดตามสถานการณ์เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ที่สำคัญ กฎหมายจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของฟิลิปปินส์ยังวางมาตรการป้องกันการเบี่ยงเบนหรือซื้อขายสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่จัดไว้สำหรับผู้ประสบภัยโดยเฉพาะ บทเรียนจึงไม่ได้อยู่ที่การห้ามประชาชนซื้อของ แต่คือการทำให้ประชาชนเห็นว่า “ระบบมีของสำรอง และระบบรู้ว่าจะส่งของไปไหน”
สำหรับไทย คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ทำไมประชาชนจึงซื้อจนชั้นวางว่าง ..?” แต่ควรถามกลับว่า “ก่อนประชาชนจะเดินเข้าร้าน รัฐส่งข้อมูลอะไรไปถึงพวกเขาบ้าง ?” หากประชาชนรู้ว่าพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ เส้นทางใดใช้ได้ สินค้าจำเป็นยังมีอยู่ที่ไหน จะเติมเมื่อใด และหน่วยงานใดรับผิดชอบเมื่อของขาด ความไม่แน่นอนก็มีโอกาสลดลง ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องทำให้มาตรการเติมสินค้าไม่ได้หยุดอยู่ที่คำประกาศ แต่เชื่อมต่อกับระบบขนส่ง คลังสินค้า ร้านค้าปลีก และข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพราะในภาวะภัยพิบัติ ข้อมูลที่มาช้า อาจสร้างความกลัวได้ไม่ต่างจากสินค้าที่มาช้า
สุดท้ายแล้ว ชั้นวางสินค้าที่ว่างอาจไม่ใช่ “เครื่องวัดความเห็นแก่ตัวของประชาชน” แต่เป็นเครื่องวัดว่า ระบบสามารถทำให้คนเชื่อได้หรือยังว่า พรุ่งนี้จะยังมีของจำเป็นอยู่ ญี่ปุ่นใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างระบบและพฤติกรรม ฟิลิปปินส์สร้างคลังสำรองเพื่อให้ของไปถึงก่อนวิกฤติ ส่วนไทยกำลังพิสูจน์ว่า เมื่อฝนตกหนักจนการเดินทางสะดุด เราจะทำให้ประชาชนเห็น “ของที่กำลังมา” ได้เร็วแค่ไหน เพราะบางครั้งสิ่งที่หายไปจากชั้นวาง อาจไม่ใช่แค่บะหมี่หรือข้าวสาร แต่คือ เวลาที่รัฐต้องใช้ในการทำให้ประชาชน “มั่นใจ” ว่าไม่จำเป็นต้องรีบซื้อทุกอย่างวันนี้



