INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2569
วาระค้างกว่า 200 เรื่อง ขณะที่ทีวีดิจิทัลเดินหน้าสู่เส้นตายปี 2572
เมื่อข้อพิพาทเรื่องสถานะประธานกระทบต่อองค์ประชุม
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าใครมีสิทธิ์นั่งหัวโต๊ะ แต่คือ กสทช. จะกลับมาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะได้เมื่อใด
วิกฤตภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดินมาถึงจุดที่การประชุมคณะกรรมการล่มแล้ว 12 ครั้ง จากปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ขณะที่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้เข้าสู่อีกขั้น หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 25 กันยายน และคณะกรรมการสรรหา กสทช. ดำเนินมาตรการให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ภายในกรอบเวลาที่กำหนด แม้ นพ.สรณ ยังมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายต่อ ขณะเดียวกัน วาระที่รอการพิจารณาสะสมอยู่ในระดับกว่า 200 เรื่อง ทำให้ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเกี่ยวกับตำแหน่งบุคคล แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เรื่องความต่อเนื่องขององค์กรกำกับดูแลที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ
สำนักงาน กสทช. เคยรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 มีวาระเสนอเพื่อพิจารณาถึง 193 วาระ โดย 82 วาระเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือมีกรอบเวลาตามกฎหมาย แต่การประชุมไม่สามารถดำเนินต่อได้เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนจะเกิดเหตุในวันที่ 10, 16 และ 23 กันยายนตามมา ทำให้จำนวนครั้งที่ประชุมไม่สามารถเดินหน้าได้เพิ่มเป็น 12 ครั้ง ขณะที่จำนวนวาระค้างมีการเพิ่มขึ้นตามลำดับในช่วงเวลาต่อมา ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนครั้งที่ประชุมล่ม แต่คือการตัดสินใจในเรื่องที่ต้องอาศัยมติของคณะกรรมการอาจล่าช้าออกไป ทั้งเรื่องคลื่นความถี่ โทรคมนาคม โทรทัศน์ ดาวเทียม การคุ้มครองผู้บริโภค และภารกิจที่มีกำหนดเวลาตามกฎหมาย ทั้งนี้ การที่วาระค้างไม่ได้หมายความว่าทุกภารกิจของสำนักงานหยุดลงทั้งหมด เพราะงานธุรการและภารกิจที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานยังสามารถดำเนินต่อได้ แต่ “อำนาจตัดสินใจระดับคณะกรรมการ” คือจุดที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ข้อพิพาทเริ่มจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ ซึ่งนำไปสู่การโต้แย้งทางกฎหมาย และก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ให้ยกฟ้องคดีที่ นพ.สรณ ขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา โดยศาลพิจารณาถึงอำนาจและกระบวนการของคณะกรรมการสรรหา รวมถึงประเด็นสถานะการทำงานของ นพ.สรณ และเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลปกครองกลางยังอยู่ในกระบวนการที่สามารถอุทธรณ์ได้ ดังนั้น การนำเสนอข่าวจึงควรแยกให้ชัดระหว่าง “คำพิพากษาที่เกิดขึ้นแล้ว” กับ “คดีที่ยังอาจมีขั้นตอนต่อไป” ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินมาตรการทางปกครองเกี่ยวกับการยุติการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ข้อพิพาทเข้าสู่ระยะใหม่ที่ต้องติดตามผลทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กสทช. ต้องเผชิญโจทย์สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวถึงในการใช้กระบวนการยุติธรรม อีกด้านคือการรักษาความต่อเนื่องขององค์กรที่ไม่สามารถหยุดภารกิจไว้จนกว่าข้อพิพาทส่วนบุคคลจะสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อจำกัดได้ ความเห็นของแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับสถานะของประธาน อำนาจในการเรียกประชุม และการทำหน้าที่ของกรรมการที่เหลือจึงมีความสำคัญ เพราะหากการประชุมสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ภายหลังถูกโต้แย้งเรื่ององค์ประชุมหรืออำนาจในการออกมติ ปัญหาอาจไม่ได้จบลงด้วยการแก้ “การประชุมล่ม” แต่กลับกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายชุดใหม่ สิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องมีจึงไม่ใช่เพียงการกลับมานั่งประชุม แต่ต้องเป็น ความชัดเจนว่าการประชุมนั้นชอบด้วยกฎหมายและมติที่ออกมาสามารถนำไปปฏิบัติได้
อีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรถูกบดบังด้วยความขัดแย้งภายใน คืออนาคตของโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ซึ่งใบอนุญาตจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2572 กรอบเวลาดังกล่าวทำให้ กสทช. ต้องเร่งวางแนวทางรองรับการเปลี่ยนผ่าน ทั้งการบริหารคลื่นความถี่ การเรียงช่อง การกำกับการเผยแพร่ข้ามแพลตฟอร์ม และโครงสร้างโครงข่าย โดยประเด็นสำคัญไม่ได้หมายความว่าโทรทัศน์จะ “จอดำ” ทันทีเมื่อถึงปี 2572 แต่การกำหนดกติกาและแผนรองรับจำเป็นต้องใช้เวลา หากการตัดสินใจระดับคณะกรรมการยังล่าช้า ผู้ประกอบการย่อมมีความไม่แน่นอนในการวางแผนธุรกิจและการลงทุน ขณะที่ประชาชนอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ ดังนั้น ความขัดแย้งภายใน กสทช. จึงไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่องค์กรมีภารกิจสำคัญต้องตัดสินใจก่อนเส้นตายปี 2572
สาระสำคัญในเวลานี้คือการทำให้กลไกขององค์กรกลับมาทำงานได้ภายใต้ฐานกฎหมายที่ชัดเจน เพราะ กสทช. ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเรื่องตำแหน่งประธาน แต่กำกับกิจการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ โทรคมนาคม โทรทัศน์ วิทยุ ดาวเทียม การแข่งขันของผู้ประกอบการ และสิทธิของผู้บริโภค ทุกวันที่การประชุมไม่สามารถเดินหน้าได้ จึงหมายถึงเวลาที่หายไปจากการตัดสินใจขององค์กร ขณะที่เทคโนโลยี ตลาด และภารกิจตามกรอบกฎหมายยังคงเดินต่อโดยไม่รอความขัดแย้งภายใน เมื่อปี 2572 ใกล้เข้ามาทุกวัน คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครมีสิทธิ์รักษาสถานะของตนเอง แต่คือทุกฝ่ายจะสามารถแยกข้อพิพาทส่วนบุคคลออกจากภารกิจสาธารณะ และทำให้ กสทช. กลับมาทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและชอบด้วยกฎหมายเมื่อใด เพราะหากยังยื้อกันต่อไป ต้นทุนไม่ได้ตกอยู่กับคนในห้องประชุมเท่านั้น แต่สุดท้ายอาจตกอยู่กับ ผู้ประกอบการและประชาชนที่ไม่มีส่วนร่วมในข้อพิพาทเลย
องค์กรที่มีหน้าที่กำกับ “คลื่น” ของประเทศ ไม่ควรปล่อยให้ “คลื่นความขัดแย้งภายใน” กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพราะการประชุมที่ล่มหนึ่งครั้งอาจเป็นเพียงเหตุการณ์ แต่การประชุมที่ล่มซ้ำแล้วซ้ำอีก ย่อมกลายเป็นต้นทุนของระบบ และหากเวลายังถูกใช้ไปกับการยื้อกัน ขณะที่ปี 2572 กำลังใกล้เข้ามา ผู้ที่อาจเสียโอกาสมากที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในห้องประชุม แต่คือ ประชาชนที่กำลังรอให้ระบบทำงาน



