INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 09 ตุลาคม 2569
จากปรัชญาการปกครองกรีก-โรมัน ถึงกรณีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ บทเรียนสำคัญของภาวะวิกฤต อาจไม่ได้อยู่ที่ “ใครมีอำนาจสั่ง”
แต่อยู่ที่ “อำนาจถูกใช้เพื่อใคร”
อำนาจมีไว้ปกครอง หรือเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกปกครอง
ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย คำถามที่ยังคงย้อนกลับมาทุกยุคสมัยจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครมีอำนาจ” แต่คือ “อำนาจนั้นถูกใช้เพื่อใคร” อริสโตเติล (Aristotle) วางเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการปกครองที่มุ่ง “ประโยชน์ส่วนรวม” กับการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของผู้ปกครองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ในโลกการบริหารสมัยใหม่ หลักการดังกล่าวยังสะท้อนผ่านแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ ผลสัมฤทธิ์ และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะในยามวิกฤตที่การตัดสินใจของผู้มีอำนาจอาจหมายถึงความปลอดภัยหรือชีวิตของประชาชนและผู้ปฏิบัติงานหน้างาน
จากกรีกโบราณ เมื่อ “กฎหมาย” กับ “ความเป็นธรรม” ต้องเดินไปด้วยกัน
อริสโตเติล (Aristotle) จำแนกรูปแบบการปกครองไว้ 6 รูปแบบ โดยดูว่า “ใครเป็นผู้ปกครอง” และ “ใช้อำนาจเพื่อใคร” ได้แก่ ราชาธิปไตย (Kingship) ซึ่งคนหนึ่งปกครองเพื่อส่วนรวม ตรงข้ามกับ ทรราชย์ (Tyranny) ที่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง, อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) ที่คนกลุ่มน้อยปกครองเพื่อส่วนรวม ตรงข้ามกับ คณาธิปไตย (Oligarchy) ที่ปกครองเพื่อพวกพ้อง และ โพลิตี้ (Polity) ที่อริสโตเติลมองว่าเป็นการปกครองโดยคนจำนวนมากเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตรงข้ามกับ ประชาธิปไตย (Democracy) ในความหมายตามกรอบของเขาที่อาจมุ่งประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ฝ่ายเดียว แก่นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “อำนาจถูกใช้เพื่อใคร” เพราะการมีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าการใช้อำนาจนั้นจะเป็นธรรมเสมอไป
จากซีซาร์ถึงแอนติโกเน เมื่ออำนาจชนกับขอบเขตของตัวเอง
ประวัติศาสตร์และวรรณกรรมคลาสสิกจึงเต็มไปด้วยคำเตือนเรื่องนี้ กรณี จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองของสาธารณรัฐโรมัน เมื่อซีซาร์นำกองกำลังข้ามแม่น้ำรูบิคอน (Rubicon) ในปี 49 ก่อนคริสตกาล ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมือง ขณะที่ แอนติโกเน (Antigone) ของโซโฟคลีส (Sophocles) ตั้งคำถามอีกด้านว่า เมื่อกฎหมายของรัฐขัดกับหลักศีลธรรมและความรับผิดชอบต่อมนุษย์ ผู้ปกครองควรยืนอยู่ตรงไหน บทเรียนของทั้งสองกรณีไม่ได้บอกว่า “กฎหมายไม่สำคัญ” ตรงกันข้าม กฎหมายและสายการบังคับบัญชาคือโครงสร้างที่ทำให้รัฐดำรงอยู่ แต่ปัญหาสำคัญคือ เมื่อกฎถูกใช้โดยไม่มองบริบทและผลลัพธ์ อำนาจที่ตั้งใจสร้างระเบียบอาจกลายเป็นแรงผลักให้เกิดความขัดแย้งเสียเอง
USS Theodore Roosevelt เมื่อสายบังคับบัญชาปะทะวิกฤตชีวิต
บทเรียนเดียวกันปรากฏในเหตุการณ์บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ระหว่างการระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 กัปตัน Brett Crozier ผู้บังคับการเรือส่งหนังสือร้องขอความช่วยเหลือและเสนอให้เร่งนำลูกเรือออกจากเรือเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ก่อนถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2020 โดยฝ่ายกองทัพเรือให้เหตุผลสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในการบังคับบัญชาและผลกระทบต่อสายการบังคับบัญชา ต่อมามีการสอบสวนในวงกว้าง และในเดือนมิถุนายน กองทัพเรือระบุว่า Crozier จะไม่ถูกคืนตำแหน่งผู้บังคับการเรือ เหตุการณ์นี้จึงไม่ควรถูกสรุปง่าย ๆ ว่าใคร “ถูก” หรือ “ผิด” หากแต่เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของปัญหาคลาสสิกในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ นั่นคือ ในภาวะวิกฤต ผู้บังคับบัญชาจะรักษาวินัยของระบบอย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติงานสะท้อนความจริงจากหน้างานอย่างไร
เมื่อ “กระดาษ” เดินเร็วกว่าคนแก้ปัญหา
ความโชคร้ายของระบบราชการจึงอาจไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจแก้ปัญหา แต่อยู่ที่บางครั้ง อำนาจในการตัดสินใจกลับเดินช้ากว่าปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ในภาวะวิกฤต ประชาชนอาจไม่สนใจว่าหนังสือฉบับนั้นผ่านกี่โต๊ะ มีตราประทับครบกี่ชั้น หรือใครอยู่ลำดับใดของสายบังคับบัญชา สิ่งที่ประชาชนเห็นคือ น้ำลดหรือยัง ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ และคนที่อยู่หน้างานได้รับการสนับสนุนให้ตัดสินใจหรือถูกทำให้ต้องหยุดรอคำสั่ง ขณะที่ในระบบราชการบางแห่ง การ “ทำตามขั้นตอน” อาจกลายเป็นเกราะป้องกันความผิดของผู้สั่ง แต่การตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาจริงกลับกลายเป็นความเสี่ยงของคนที่อยู่หน้างาน และนี่อาจเป็นคำถามที่ผู้บริหารต้องตอบให้ได้ว่า เรากำลังบริหารความเสี่ยงของประชาชน หรือกำลังบริหารความเสี่ยงของตำแหน่งตัวเอง
“อำนาจ” ที่ “ประชาชน” ยอมรับ ไม่ได้เกิดจากคำสั่งเพียงอย่างเดียว
บทเรียนจากปรัชญาการเมืองกรีกโบราณ ประวัติศาสตร์โรมัน และกรณีการบริหารวิกฤตในโลกสมัยใหม่ ไม่ได้เรียกร้องให้ผู้ปกครองละทิ้งกฎหมายหรือสายการบังคับบัญชา ตรงกันข้าม รัฐที่มีประสิทธิภาพต้องมีทั้งกฎ วินัย และผู้รับผิดชอบต่อคำสั่ง แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือ ผู้มีอำนาจสามารถใช้กฎเพื่อทำให้เป้าหมายของรัฐเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ เพราะอำนาจที่ยึดกฎแต่ไม่เห็นผลลัพธ์ อาจรักษาความเป็นระเบียบในเอกสาร แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในสังคม ขณะที่อำนาจที่กล้าตัดสินใจโดยไม่รับผิดชอบต่อกฎ ก็อาจทำลายระบบจากอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นบททดสอบที่แท้จริงของผู้บริหารในยามวิกฤตจึงไม่ใช่เพียง “กล้าสั่งหรือไม่” แต่คือ “กล้ารับผิดชอบต่อผลของคำสั่งนั้นหรือไม่” เพราะท้ายที่สุด อำนาจอาจทำให้คำสั่งเดินได้ แต่ ความเป็นธรรมและความรับผิดชอบต่างหาก ที่ทำให้คนยังเชื่อมั่นในผู้ใช้อำนาจ



