INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 12 ตุลาคม 2569
ตอกหมุดเจ้าภาพ IMF-World Bank สู่โจทย์ใหญ่ “หนี้ครัวเรือน-ผลิตภาพ-รายได้”
โอกาสระดับโลกต้องเปลี่ยนเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทย
วันนี้ 12 ตุลาคม 2569
ประเทศไทยเปิดฉากเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกอีกครั้ง ท่ามกลางความคาดหวังที่จะดึงดูดการลงทุนและยกระดับบทบาทของประเทศบนเวทีนานาชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจไทยยังเผชิญโจทย์หนี้ครัวเรือนสูง รายได้เปราะบาง และผลิตภาพที่ต้องเร่งพัฒนา การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบความพร้อมในการต้อนรับโลก หากเป็นบททดสอบว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนความสนใจจากนานาชาติให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่
เวทีโลกเปิดแล้ว แต่โอกาสของไทยยังต้องพิสูจน์
วันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมจาก 191 ประเทศ มากกว่า 15,000 คน และเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งนับจากปี 2534 หรือ 35 ปีที่ผ่านมา เวทีนี้เปิดโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่การเป็นเจ้าภาพไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นักลงทุนจะพิจารณาทั้งเสถียรภาพ นโยบายระยะยาว ความสามารถในการแข่งขัน และผลตอบแทนจากการลงทุน ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องแสดงให้เห็นจึงไม่ใช่แค่ความพร้อมในการจัดงาน แต่เป็นความพร้อมในการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เติบโตได้จริง
คนมาเยือนนับหมื่น ไม่สำคัญเท่ามูลค่าที่ตกถึงคนไทย
ผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมากย่อมสร้างโอกาสให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการ ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอความร่วมมือด้านการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างเม็ดเงินที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากการจัดงาน กับการลงทุนที่สร้างรายได้และการจ้างงานต่อเนื่อง สิ่งที่รัฐบาลควรติดตามจึงมีตั้งแต่รายได้ที่เกิดขึ้นจริง การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไปจนถึงข้อตกลงความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเป็นโครงการลงทุนได้จริง หากธุรกิจรายใหญ่ได้รับประโยชน์ ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าไม่ถึงโอกาส หรือความร่วมมือจบลงพร้อมพิธีปิด ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับก็อาจต่ำกว่าศักยภาพของเวทีนี้อย่างมาก
ธนาคารโลกชี้ทางสู่ประเทศรายได้สูง แต่ไทยต้องเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโต
รายงาน Building Thailand’s Future Today ของกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ชี้ว่า หากไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จะต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพและอัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัว พร้อมยกระดับอุตสาหกรรม ธุรกิจ แรงงาน และเมืองให้แข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยระบุสาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและสุขภาพ ตลอดจนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่การเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะหัวใจอยู่ที่การทำให้ธุรกิจไทยใช้เทคโนโลยีได้จริง แรงงานมีทักษะสูงขึ้น และผู้ประกอบการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยตนเอง หากเศรษฐกิจใหม่ยังพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีจากภายนอก โดยไม่สร้างขีดความสามารถให้ธุรกิจไทยเติบโตตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นก็อาจไม่แปรเปลี่ยนเป็นรายได้ที่กระจายถึงประชาชนอย่างทั่วถึง
หนี้ครัวเรือนสูง คือสัญญาณเตือนที่ไม่อาจกลบด้วยภาพความสำเร็จ
ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 16.41 ล้านล้านบาท หรือ 85.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แม้สัดส่วนดังกล่าวลดลงจาก 90.4% ในไตรมาสแรกของปี 2567 แต่ระดับหนี้ที่ยังสูงสะท้อนความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนจำนวนมาก ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ลดลงไม่ได้หมายความว่าภาระของลูกหนี้แต่ละรายจะเบาลงเสมอไป เพราะความสามารถในการชำระหนี้ขึ้นอยู่กับรายได้ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้วย เมื่อรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำไปชำระหนี้ กำลังซื้อย่อมหดตัว การบริโภคชะลอ ธุรกิจขายสินค้าได้ยากขึ้น และแรงจูงใจในการลงทุนหรือจ้างงานก็อาจลดลงตามมา นี่คือแรงกดดันที่ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นตัวได้ยาก แม้ไทยจะพยายามดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศก็ตาม
แก้หนี้ต้องควบคู่สร้างรายได้ มิฉะนั้นปัญหาจะกลับมา
การปรับโครงสร้างหนี้ การลดภาระดอกเบี้ย และการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหา เป็นมาตรการสำคัญที่ไม่ควรถูกละเลย แต่หากรายได้ไม่เพิ่ม งานที่มีคุณภาพไม่เกิดขึ้น และผลิตภาพแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำ การบรรเทาหนี้ก็อาจช่วยได้เพียงระยะหนึ่ง รัฐบาลจึงต้องเชื่อมมาตรการทางการเงินเข้ากับการพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจขนาดเล็ก การเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี ตลอดจนการลดอุปสรรคที่ขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกัน การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศต้องพิจารณามากกว่ามูลค่าเงินทุน โดยต้องดูด้วยว่ามีการถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างงานที่มีทักษะ เพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตหรือไม่ เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนต้องทำให้คนไทยมีความสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงมีหนี้ที่จัดการได้ชั่วคราว
บททดสอบที่แท้จริงเริ่มหลังปิดเวที
การประชุม IMF-World Bank ควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลต้องเปลี่ยนข้อเสนอและความร่วมมือให้เป็นแผนปฏิบัติที่มีเป้าหมายชัดเจน กำหนดผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา และตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจสอบได้ ตั้งแต่การเพิ่มผลิตภาพและรายได้แรงงาน การยกระดับธุรกิจไทย ไปจนถึงการลดความเปราะบางจากหนี้ครัวเรือน พร้อมรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจเริ่มจากสิ่งที่เห็นบนเวทีโลก แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนเกิดจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตานานาชาติกับการแก้ปัญหาภายในประเทศ หากต้องใช้เวทีนี้ผลักดันทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน และพิสูจน์ให้ได้ว่าโอกาสระดับโลกสามารถยกระดับเศรษฐกิจไทยได้มากกว่าการสร้างข่าวดีเพียงชั่วคราว
ประเทศไทยมีความพร้อมต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกตามกำหนดการ มีสถานที่ประชุมพร้อม มีแผนงานรองรับ และมีโอกาสนำเสนอศักยภาพของประเทศอย่างสมเกียรติ ส่วนการทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น หนี้ลดลง และธุรกิจแข่งขันได้ดีขึ้นนั้น เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องหลังการประชุม เพราะความสำเร็จของงานระดับโลกวัดได้จากกำหนดการและผลการจัดงาน แต่ความสำเร็จของเศรษฐกิจประเทศต้องวัดจาก“ผลลัพธ์” ที่ประชาชนได้รับจริง



