INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569
แผลเก่า..แอร์บัส A340-500 ถึงรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน คำถามสำคัญไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่เพียงใด แต่คุ้มค่าและใช้งานได้จริงแค่ไหน ?
ข้อเสนอจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรพลังงานไฟฟ้า (EV) วงเงิน 8,000 ล้านบาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังเผชิญคำถามสำคัญด้านความคุ้มค่าของเงินแผ่นดิน แม้การลดต้นทุนพลังงานและยกระดับการผลิตสู่เกษตรคาร์บอนต่ำจะเป็นเป้าหมายที่มีเหตุผล แต่รัฐบาลยังต้องแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จริงเพียงใด และมีระบบรองรับการใช้งานในระยะยาวหรือไม่ เพราะนโยบายที่ดีไม่ได้วัดจากความทันสมัยของเทคโนโลยีหรือขนาดงบประมาณ หากต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชน
ข้อมูลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ข้อเสนอประกอบด้วยแทรกเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเตรียมดินประมาณ 2,543 คัน ราคาประมาณคันละ 1.6 ล้านบาท และศูนย์ให้บริการราว 500 แห่งทั่วประเทศ พร้อมอุปกรณ์และระบบสนับสนุนทางการเกษตร ไม่ใช่การจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว 500 คันในราคาคันละ 16 ล้านบาทตามความเข้าใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม วงเงินรวม 8,000 ล้านบาทจำเป็นต้องแจกแจงองค์ประกอบค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน ทั้งตัวเครื่องจักร อุปกรณ์ต่อพ่วง ระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อให้สาธารณชนประเมินได้ว่าเงินแต่ละส่วนจะสร้างประโยชน์อย่างไร
นักเศรษฐศาสตร์เกษตรระบุว่า ความคุ้มค่าต้องประเมินจากต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เปรียบเทียบเพียงราคาดีเซลกับค่าไฟฟ้า แทรกเตอร์ EV อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและมลพิษ แต่ยังต้องทดสอบกำลังลาก ประสิทธิภาพการทำงานในพื้นที่ดินเปียกและโคลน ระยะเวลาการใช้งานต่อการชาร์จ อายุแบตเตอรี่ ค่าซ่อมบำรุง และความพร้อมของอะไหล่ รวมถึงความสามารถของศูนย์บริการในการรองรับความต้องการช่วงฤดูกาลเพาะปลูก รัฐจึงควรเปิดเผยสมมติฐานและวิธีคำนวณผลประหยัดที่คาดการณ์ไว้ พร้อมเปรียบเทียบกับเครื่องจักรดีเซลภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ก่อนใช้ตัวเลขความคุ้มค่าเป็นเหตุผลสนับสนุนการลงทุนขนาดใหญ่
บทเรียนจากเครื่องบินแอร์บัส เอ340-500 ของการบินไทย เมื่อไม่นานมานี้ เป็น“แผลเก่า” กรณีหนึ่งที่สะท้อนความเสี่ยงของการลงทุนซึ่งต้องเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและตลาด การบินไทยเคยใช้เครื่องบินรุ่นนี้ทำการบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ กับนิวยอร์ก ก่อนยุติเส้นทางในปี 2551 ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงและปัญหาความคุ้มค่าของการดำเนินงาน ขณะที่เส้นทางกรุงเทพฯ-ลอสแอนเจลิสเปลี่ยนกลับไปแวะพักที่เกาหลีใต้ในปี 2555
อีกกรณีหนึ่งคือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่าการลงทุนประมาณ 224,544 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเคยรายงานความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่และการดำเนินโครงการ
ทั้งสองกรณีมีรายละเอียดและสาเหตุแตกต่างกัน แต่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการประเมินความพร้อม ต้นทุน และความเสี่ยงก่อนลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก
ทางเลือกของรัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ที่การจัดซื้อและบริหารเครื่องจักรเองทั้งหมด หรือปล่อยให้เกษตรกรรับภาระตามลำพัง รัฐสามารถพิจารณาสนับสนุนสหกรณ์และศูนย์บริการเครื่องจักรกลการเกษตร ให้เกษตรกรเข้าถึงบริการโดยไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเป็นรายบุคคล ควบคู่กับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือเงินอุดหนุนที่มีเงื่อนไขชัดเจน โดยต้องออกแบบให้เหมาะกับขนาดพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม สิ่งสำคัญคือการกำหนดผู้รับผิดชอบค่าบำรุงรักษา การจัดหาอะไหล่ การบริหารคิว และการติดตามผล เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายหลังการจัดซื้อกลายเป็นปัญหาที่ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบอย่างชัดเจน
รัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดงบประมาณและผลการศึกษาความคุ้มทุน พร้อมดำเนินโครงการนำร่องในพื้นที่ที่มีความพร้อม เพื่อวัดต้นทุนต่อไร่ ระยะเวลาการทำงาน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและซ่อมบำรุง อายุแบตเตอรี่ และผลประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับจริง ก่อนตัดสินใจขยายผลในวงกว้าง หากผลทดสอบยืนยันได้ว่าเครื่องจักรไฟฟ้าช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญและมีระบบรองรับตลอดอายุการใช้งาน การลงทุนย่อมมีเหตุผลรองรับมากขึ้น แต่หากข้อมูลยังไม่เพียงพอ การเร่งจัดซื้อย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่รัฐควรหลีกเลี่ยง เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรคาร์บอนต่ำจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเทคโนโลยีตอบโจทย์การผลิต และเงินแผ่นดินสร้างผลประโยชน์ที่ตรวจสอบได้
คนไทยไม่เคยลืม…“แผลเก่า” ที่สะเทือนใจ !



