INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2569
วินัยการคลังชนความเดือดร้อนประชาชน บทเรียนที่รัฐบาลไทยต้องรอบคอบ ก่อนปัญหาเศรษฐกิจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาทางการเมือง
เมื่อวินัยการคลังชนความเดือดร้อนประชาชน บทเรียนที่รัฐบาลไทยต้องรอบคอบ ก่อนปัญหาเศรษฐกิจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาทางการเมือง
เหตุจลาจลและความไม่สงบในฝรั่งเศสช่วงวันที่ 17-20 ตุลาคม 2569 สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังปะทะกับความไม่พอใจของประชาชน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความกังวลต่อบริการสาธารณะ และความขัดแย้งทางการเมือง การประท้วงที่ขยายตัวจนเกิดการปล้นสะดมและความเสียหายต่อธุรกิจ ทำให้ทางการต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แต่เป็นบททดสอบความสามารถของรัฐบาลในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางการคลัง คุณภาพชีวิตประชาชน และความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ
สิ่งที่รัฐบาลต้องระวัง คือการมองความไม่สงบเป็นเพียงปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย โดยละเลยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สะสมอยู่เบื้องหลัง ฝรั่งเศสกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและความขัดแย้งเกี่ยวกับทิศทางการใช้งบประมาณ ขณะที่ประชาชนบางส่วนรู้สึกว่าค่าครองชีพและคุณภาพบริการสาธารณะกำลังบั่นทอนความมั่นคงในชีวิต อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการลดสวัสดิการเพียงปัจจัยเดียวเป็นสาเหตุของจลาจล เพราะสถานการณ์ยังเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้านการศึกษา ความขัดแย้งทางการเมือง และการใช้ความรุนแรงของผู้ก่อเหตุบางกลุ่ม บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การแก้ปัญหาให้ตรงต้นเหตุ โดยไม่ใช้มาตรการทางการคลังหรือการรักษาความสงบแบบเหมารวมจนเพิ่มความรู้สึกว่ารัฐไม่รับฟังประชาชน
ความไม่สงบในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สามารถส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจ การท่องเที่ยว และการตัดสินใจลงทุนได้ แต่ต้องแยกผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงออกจากความเสี่ยงที่อาจเกิดตามมา ตัวอย่างเช่น บริษัทค้าปลีก Carrefour ของฝรั่งเศสเปิดเผยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมว่า เหตุจลาจลและการปล้นสะดมสร้างความเสียหายต่อกิจการ จนบริษัทต้องปรับลดแนวโน้มผลประกอบการ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าความไม่สงบครั้งนี้ทำให้ตลาดยุโรปทั้งหมดซบเซา ค่าเงินยูโรผันผวน หรือห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศหยุดชะงักแล้ว สำหรับไทย ความเสี่ยงอยู่ที่การส่งออกไปยังยุโรป ความเชื่อมั่นของนักลงทุน อัตราแลกเปลี่ยน และการเดินทางของนักท่องเที่ยว หากเหตุการณ์ยืดเยื้อจนกระทบกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ผลกระทบทางอ้อมย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประเทศอาเซียนไม่ได้เผชิญความเสี่ยงในระดับเดียวกัน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดส่งออกแตกต่างกัน มาเลเซียมีการค้าสินค้ากับสหภาพยุโรปในปี 2568 รวม 48,900 ล้านยูโร ขณะที่การค้าสินค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปอยู่ที่ 44,300 ล้านยูโร โดยภาคอุตสาหกรรมและเครื่องจักรมีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งสองประเทศ ส่วนเวียดนามก็มีความเชื่อมโยงกับตลาดยุโรปผ่านการผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการค้ารวมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ตัดสินได้ว่าประเทศใดจะได้รับผลกระทบหนักกว่า เพราะยังต้องพิจารณาสัดส่วนการส่งออกไปยุโรป ประเภทสินค้า คำสั่งซื้อ และตลาดปลายทางด้วย
สำหรับไทยและอินโดนีเซีย ความเสี่ยงอีกด้านอยู่ที่การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายระหว่างประเทศ แต่ก็ไม่ควรเหมารวมว่าทั้งสองประเทศพึ่งพาการท่องเที่ยวในระดับเดียวกัน ข้อสรุปที่ถูกต้องคือ ทุกประเทศต้องประเมินความเสี่ยงตามโครงสร้างเศรษฐกิจของตน ไม่ใช่คาดการณ์ผลกระทบจากภาพข่าวเพียงอย่างเดียว
ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า สำหรับรัฐบาลไทย กรณีฝรั่งเศสควรเป็นสัญญาณเตือนให้บริหารงบประมาณด้วยความรอบคอบ ไม่ใช่เหตุผลให้ตัดลดรายจ่ายสวัสดิการโดยไม่ประเมินผลกระทบต่อประชาชน วินัยการคลังเป็นเงื่อนไขสำคัญของเสถียรภาพประเทศ แต่ความยั่งยืนทางการคลังต้องเดินควบคู่กับความสามารถในการดำรงชีวิตของประชาชน รัฐบาลจึงควรเปิดเผยต้นทุนและผลตอบแทนของโครงการภาครัฐ ประเมินภาระหนี้ระยะยาว จัดสรรสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมีระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน ต้องเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพราะหากประชาชนเห็นว่ารัฐขอให้ทุกคนอดทน แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่าเพียงใด ความไม่ไว้วางใจก็อาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณ
ความแตกต่างระหว่างไทยกับฝรั่งเศสต้องพิจารณาจากข้อมูลหนี้สาธารณะ รายได้ภาครัฐ โครงสร้างเศรษฐกิจ และความสามารถในการชำระหนี้ ไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่าฐานะการคลังของไทยมั่นคงกว่า เพราะความเสี่ยงทางการคลังไม่อาจตัดสินด้วยคำประกาศของรัฐบาลฝ่ายเดียว เช่นเดียวกับที่ความสงบในวันนี้ไม่ใช่หลักประกันว่าจะไม่มีความขัดแย้งในวันหน้า รัฐบาลที่มีวุฒิภาวะต้องกล้าพูดความจริงเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ผลักภาระการปรับตัวไปให้ประชาชนฝ่ายเดียว บทเรียนจากฝรั่งเศสจึงไม่ใช่การกลัวว่าประเทศไทยจะเกิดจลาจลซ้ำรอย แต่คือการป้องกันไม่ให้ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรม และการขาดความเชื่อมั่น สะสมจนรัฐสูญเสียความสามารถในการโน้มน้าวให้ประชาชนยอมรับนโยบายของตน



