รัฐบาลต้องเปลี่ยนเกมแก้ปัญหา ก่อนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ?
INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 24 ตุลาคม 2569
อุเทนถวาย-ปทุมวัน ปมขัดแย้ง…ครึ่งศตวรรษ !
รัฐบาลต้องเปลี่ยนเกมแก้ปัญหา ก่อนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ?
งดเรียน 90 วันอาจหยุดเหตุเฉพาะหน้า แต่ไม่อาจหยุดวงจรความรุนแรง หากรัฐยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
ความขัดแย้งระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กลับมาท้าทายความสามารถของรัฐในการแก้ปัญหาเรื้อรังอีกครั้ง หลัง ศ.ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีมาตรการให้งดการเรียนการสอนในที่ตั้งเป็นเวลา 90 วันเพื่อทบทวนความปลอดภัย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงมาตรการนี้จะช่วยระงับเหตุได้หรือไม่ แต่คือ เมื่อครบกำหนดแล้ว รัฐจะทำอย่างไรไม่ให้ปัญหาที่สะสมมานานหลายทศวรรษย้อนกลับมาอีก เพราะการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องจำเป็น แต่การยุติวงจรความรุนแรงต้องอาศัยนโยบายที่แก้ถึงต้นเหตุ
ประวัติศาสตร์ของทั้งสองสถาบันสะท้อนบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรด้านช่างเทคนิคและวิศวกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งอุเทนถวายซึ่งก่อตั้งใน พ.ศ. 2477 และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันซึ่งมีรากฐานจากการศึกษาด้านช่างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ต่างมีคุณค่าทางการศึกษาและมีศิษย์เก่าที่สั่งสมชื่อเสียงในสังคม ปัญหาความขัดแย้งของนักศึกษาที่ปรากฏต่อเนื่องมาหลายสิบปีจึงไม่ควรถูกใช้เป็นภาพแทนของสถาบันทั้งหมด หรือเหมารวมคนรุ่นใหม่ว่าเป็นผู้สืบทอดความรุนแรง มาตรการปิดเรียนชั่วคราว เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ และทำข้อตกลงป้องกันเหตุ อาจจำเป็นในบางสถานการณ์ แต่หากไม่สามารถเปลี่ยนค่านิยมที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงและป้องกันการรวมกลุ่มเพื่อก่อเหตุได้ ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาเมื่อมาตรการผ่อนคลายลง
บทเรียนจากต่างประเทศชี้ว่า การจัดการความรุนแรงในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาไม่ควรฝากความหวังไว้กับการลงโทษหรือการควบคุมเพียงอย่างเดียว อินโดนีเซียมีประสบการณ์กับเหตุปะทะระหว่างนักเรียนอาชีวะ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องใช้ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การมีส่วนร่วมของครอบครัว และการป้องกันในชุมชน ขณะที่หลายประเทศใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักศึกษาและความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ผู้ปกครอง และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ สำหรับข้อพิพาทด้านพื้นที่การศึกษา ประสบการณ์ต่างประเทศยังสะท้อนความสำคัญของการเจรจาที่โปร่งใส การประเมินผลกระทบ และการกำหนดทางเลือกที่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม มาตรการของแต่ละประเทศมีบริบททางกฎหมายและสังคมต่างกัน ไทยจึงควรนำหลักการที่เหมาะสมมาปรับใช้ ไม่ใช่คัดลอกมาตรการใดมาตรการหนึ่งโดยไม่ประเมินผล
ในเชิงนโยบาย รัฐบาลและกระทรวง อว. ควรยกระดับจากการระงับเหตุเฉพาะหน้าไปสู่แผนแก้ปัญหาระยะยาวที่มีเจ้าภาพชัดเจน เริ่มจากการจำแนกต้นเหตุของความรุนแรง ทั้งพฤติกรรมรายบุคคล การปลุกปั่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การรวมกลุ่มเพื่อเผชิญหน้า และช่องโหว่ในการรักษาความปลอดภัย จากนั้นกำหนดมาตรการที่สอดคล้องกับสาเหตุ ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ระบบแจ้งเตือนและคุ้มครองนักศึกษา การให้คำปรึกษาและฟื้นฟูผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสร้างกิจกรรมร่วมระหว่างสองสถาบันที่ดำเนินการได้จริง ส่วนประเด็นการใช้พื้นที่และข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยทางกฎหมาย ไม่ควรนำมาปะปนกับความรับผิดในเหตุวิวาท แต่ต้องมีแผนรองรับผลกระทบต่อการเรียนและอนาคตของนักศึกษาอย่างเป็นธรรม
หากรัฐยังคงใช้รูปแบบเดิม คือเร่งออกมาตรการเมื่อเกิดเหตุ แล้วรอให้สถานการณ์สงบก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การงดเรียน 90 วันก็อาจเป็นเพียงช่วงพักปัญหา มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขอย่างยั่งยืน สิ่งที่ควรเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวคือแผนปฏิบัติการที่ระบุหน่วยงานรับผิดชอบ งบประมาณ กรอบเวลารายระยะ และตัวชี้วัดที่สาธารณชนตรวจสอบได้ โดยเปิดให้ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รัฐต้องแยกผู้กระทำผิดออกจากนักศึกษาส่วนใหญ่ที่ต้องการเรียนและสร้างอนาคต ไม่ปล่อยให้คนทั้งสถาบันต้องแบกรับผลจากพฤติกรรมของคนบางกลุ่ม และไม่ใช้มาตรการทางการศึกษาจนกระทบสิทธิในการเรียนเกินความจำเป็น
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอุเทนถวายกับปทุมวันไม่ควรถูกมองเป็นการแข่งขันว่าใครต้องยอมแพ้ แต่เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งที่สืบเนื่องมาหลายทศวรรษให้กลายเป็นระบบป้องกันความรุนแรงที่มีประสิทธิภาพได้หรือไม่
การบังคับใช้กฎหมายต้องจริงจังและเสมอภาค ขณะเดียวกัน นโยบายต้องมองไกลกว่าการปิดสถานศึกษา การย้ายพื้นที่ หรือการทำข้อตกลงที่สิ้นสุดลงเมื่อกระแสข่าวจางหาย หากรัฐบาลใช้ช่วงเวลา 90 วันนี้วางรากฐานของการแก้ปัญหาที่มีเป้าหมายและตรวจสอบได้ ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการศึกษาไทย แต่หากเพียงรอให้ครบกำหนดแล้วกลับไปใช้มาตรการเดิม ประวัติศาสตร์ที่ยืดเยื้อมาครึ่งศตวรรษก็อาจยังไม่มีวันสิ้นสุด



