เหตุการณ์ แฮกเกอร์โจรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์จาก เกาหลีเหนือ
เหตุการณ์แฮกครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์การเงินยุคใหม่ ครั้งนี้
มูลค่าความเสียหายสูงถึงประมาณ 6,360 – 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.1-2.2 แสนล้านบาท)
โดยการโจมตี เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา
แฮกเกอร์ได้เจาะระบบ Hot Wallet ของแพลตฟอร์ม Binance ครอบคลุมกว่า 10 บล็อกเชน (รวมถึง Bitcoin, Ethereum, Tron, Solana และ XRP)
รายงานการสืบสวนเบื้องต้นระบุว่า ผู้โจมตีอาจเริ่มด้วยการแฮกแล็ปท็อปของวิศวกรประจำ Binance เพื่อส่งคำสั่งถอนสินทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต
บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชั้นนำอย่าง TRM Labs และ Chainalysis ออกมาชี้แจงตรงกันว่า มีความเชื่อมั่นระดับสูงว่าเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือของ TraderTraitor (หน่วยแฮกเกอร์ระดับเอลิสต์ของเกาหลีเหนือ)
หลังตรวจพบว่าเส้นทางธุรกรรมของเงินที่ถูกขโมยจาก Binance มีการปะปนกับกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เคยใช้ในคดีโจรกรรม Exchange รายใหญ่อย่าง Bitget (โดนขโมยไปราว 351 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ) ซึ่งเป็นคดีที่ยืนยันว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเช่นกัน
สำหรับมาตรการและการรับมือ
Binance ได้ทำการระงับการฝาก-ถอนทันที พร้อมประกาศว่าจะ ชดเชยความเสียหายทั้งหมด ให้แก่ผู้ใช้งานจากกองทุนสินทรัพย์ฉุกเฉิน (SAFU) และเงินทุนของบริษัท
ผู้ให้บริการ Stablecoin ยักษ์ใหญ่ (เช่น Tether, Circle, Ripple) รวมถึงเครือข่ายบล็อกเชนต่างๆ ได้ช่วยกันระงับ และ อายัด สินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปได้แล้วมากกว่า 2,600 – 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ หน่วยงานสืบราชการลับและ FBI ของสหรัฐฯ ได้ยื่นมือเข้ามาร่วมสืบสวนและติดตามเส้นทางเงินกับทาง Binance แล้ว
ส่วนกรณีอื่นที่เคยเกิดขึ้น
เป็นเหตุการณ์ Bitget เมื่อเดือนกันยายน 2026 ฉกเงินจาก Hot Wallet และ Warm Wallet ไปราว 351.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพบพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายเงินผ่านระบบผสมเหรียญ (Mixer) แบบเดียวกับที่เกาหลีเหนือใช้ประจำ
พฤติกรรมการฟอกเงินที่เกิดขึ้นทางการพบว่าแฮกเกอร์เกาหลีเหนือจะใช้เครือข่ายบัญชีนอมินีและระบบอัตโนมัติในการกระจายสินทรัพย์ผ่าน Decentralized Exchanges (DEX) เพื่อเปลี่ยนให้เป็นเหรียญที่ติดตามยาก เช่น Ethereum หรือ Bitcoin ก่อนจะทยอยฟอกออกมาเป็นเงินสด


