ธนาคากลางทั่วโลก แห่ตุนทองคำ จีนครองแชมป์รายใหญ่ ยอดซื้อสูงสุด 63 ตัน
รายงานล่าสุดจากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เผยว่า ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 42% ในไตรมาสที่ 3 รวมเป็นปริมาณ 321 ตัน ซึ่งถือเป็นสถิติการเข้าซื้อรายไตรมาสที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี (นับตั้งแต่ปลายปี 2024) ส่งผลให้ยอดการเข้าซื้อทองคำสะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปีพุ่งแตะระดับ 675 ตัน
ประเทศที่เข้าซื้อสูงสุด คือ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดด้วยยอดซื้อสุทธิประมาณ 63 ตัน ตามด้วยโปแลนด์ที่เดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความมั่นคงของทุนสำรองต่างประเทศ
WGC ประเมินว่า ยอดการเข้าซื้อทองคำสุทธิของธนาคารกลางทั่วโลกตลอดทั้งปีอาจสูงถึง 848 ตัน
ขณะที่ธนาคารกลางและกองทุน ETF เร่งสะสมทองคำ ความต้องการทองคำในฝั่งผู้บริโภค (เครื่องประดับและทองคำแท่ง) กลับชะลอตัวลง เนื่องจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นและการเปลี่ยนนโยบายภาษีในตลาดใหญ่อย่างอินเดียและจีน
สำหรับ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ธนาคารกลางแห่ตุนทองคำ
ได้แก่ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ซึ่งเกิดความตึงเครียดและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก กลายเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ผลักดันให้ธนาคารกลางต้องถือครองสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงและไม่มีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้
การลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-Dollarization): หลายประเท โดยพยายามกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ด้วยการลดอัตราส่วนการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินและมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน
และ ยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย
แม้ทิศทางดอกเบี้ยโลกเริ่มผันผวน แต่ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวได้ดีที่สุด
** ข้อมูลการถือครองทองคำของ ธนาคารแห่งประเทศไทย **
* ปริมาณทองคำสำรองล่าสุด : ไทยถือครองทองคำอยู่ราว 234.5 – 244 ตัน (เพิ่มขึ้นจากปี 2019 กว่าเท่าตัว)
* อันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน (สลับกับสิงคโปร์ในบางช่วงเวลาตามรอบการปรับพอร์ตสินทรัพย์)
* อยู่ในอันดับที่ 21 – 25 ของโลก และเป็นอันดับ Top 10 ของทวีปเอเชีย (หากไม่นับรวมองค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF)
* สัดส่วนในทุนสำรอง: ทองคำคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10.5% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมดของไทย


