INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 08 พฤศจิกายน 2569
สองมาตรฐาน…บนโต๊ะอาหาร ?
เกษตรกรไทยถูกคุมเข้ม แต่ “ผักนำเข้า” ยังท้าทายระบบตรวจสอบ
เมื่อมาตรฐานการผลิตในประเทศกับการควบคุมสินค้าจากต่างแดน ต้องพิสูจน์ความเท่าเทียมกันที่หน้าด่าน
ความปลอดภัยของอาหารบนโต๊ะคนไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า เหตุใดเกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระการผลิตภายใต้ข้อจำกัดด้านสารเคมีและมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่สินค้านำเข้าบางส่วนกลับตรวจพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน
ผลการสุ่มตรวจผักและผลไม้นำเข้าที่ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ซึ่งเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และภาคผู้บริโภค นำมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 พบตัวอย่าง 7 จาก 10 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 70 มีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน และหนึ่งตัวอย่างพบคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ซึ่งไทยจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครองเพื่อใช้ทางการเกษตร ผลตรวจดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนที่มีน้ำหนัก แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นผลจากตัวอย่างจำนวน 10 ตัวอย่าง ณ ด่านแห่งหนึ่ง ไม่ใช่สถิติที่ใช้แทนสินค้านำเข้าทั้งหมดจากจีนหรือทุกประเทศก็ตาม ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่การเหมารวมแหล่งกำเนิดสินค้า แต่อยู่ที่ความสามารถของระบบไทยในการสกัดอาหารที่ไม่ผ่านมาตรฐานก่อนถึงมือผู้บริโภค
ความแตกต่างระหว่างไทยกับต่างประเทศ อยู่ที่ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎและประสิทธิภาพการบังคับใช้ เกษตรกรไทยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสารเคมีและมาตรฐานการผลิต เช่น การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ขณะที่สินค้าเกษตรนำเข้าก็มีหน้าที่ต้องผ่านเกณฑ์สารพิษตกค้างของไทยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าสินค้าต่างประเทศได้รับการยกเว้นกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบสินค้านำเข้าต้องอาศัยทั้งเอกสาร การประเมินความเสี่ยง การสุ่มเก็บตัวอย่าง และห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลา ปริมาณสินค้า และกำลังเจ้าหน้าที่ สหภาพยุโรปใช้ระบบควบคุมตามระดับความเสี่ยง กำหนดให้สินค้าบางกลุ่มจากบางประเทศต้องผ่านการตรวจเพิ่ม ทั้งเอกสาร การระบุตัวสินค้า และการตรวจทางกายภาพหรือห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่การปฏิเสธสินค้าทุกชนิดโดยอัตโนมัติเมื่อพบความผิดปกติ ส่วนประเทศไทยเองก็มีมาตรการกักสินค้าและตรวจวิเคราะห์ก่อนปล่อยจำหน่าย รวมถึงแนวทาง 1 ด่าน 1 ห้องปฏิบัติการ 1 วัน ที่มุ่งเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบ จึงต้องพิจารณาว่ามาตรการที่มีอยู่ครอบคลุมสินค้าจริงเพียงใด และทำงานได้ทันกับปริมาณนำเข้าหรือไม่
ในมิติของเศรษฐศาสตร์การเกษตรและการกำกับดูแลปัญหาที่ต้องจับตาคือความเสมอภาคในการแข่งขัน หากเกษตรกรไทยต้องลงทุนเพิ่มเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัย แต่สินค้านำเข้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ยังสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ตลาดได้ ผู้ผลิตที่ปฏิบัติตามกฎหมายย่อมเสียเปรียบทั้งด้านต้นทุนและราคา อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่เป็นธรรมไม่ได้หมายถึงการกีดกันสินค้านำเข้า หรือการตั้งกำแพงทางการค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศโดยไม่คำนึงถึงกติกาสากล แต่หมายถึงการใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกันกับอาหารทุกแหล่งกำเนิด โดยต้องมีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและบังคับใช้จริง ที่สำคัญ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 460 พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ได้รวบรวมหลักเกณฑ์สารพิษตกค้างไว้ในกรอบเดียว ครอบคลุมอาหารรวมถึงผลิตผลสดนำเข้า และห้ามสารตกค้างจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 การมีข้อกฎหมายชัดเจนจึงไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากการตรวจจับและการจัดการสินค้าที่ฝ่าฝืนยังไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที
ความย้อนแย้งที่สังคมไม่ควรมองข้าม คือเกษตรกรไทยถูกคาดหวังให้เป็นผู้ผลิตที่รับผิดชอบต่อสุขภาพของประชาชน ต้องปรับวิธีเพาะปลูก ควบคุมสารเคมี และยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคกลับต้องพึ่งพาความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบหน้าด่านเพื่อให้มั่นใจว่าอาหารนำเข้าที่ซื้อในตลาดปลอดภัยเพียงพอ ภาครัฐมีทั้งกฎหมาย มาตรฐาน และมาตรการตรวจสอบ แต่คำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่ามีระเบียบกี่ฉบับ หากคือระเบียบเหล่านั้นสามารถหยุดสินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ได้จริงหรือไม่ เรื่องนี้จึงไม่ควรกลายเป็นภาระให้ผู้บริโภคต้องใช้ความรู้ทางเคมีตรวจผักก่อนปรุงอาหาร หรือให้เกษตรกรไทยต้องแข่งขันด้วยความเสียเปรียบเพียงเพราะอีกฝ่ายมีต้นทุนต่ำกว่า ระบบคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรทำหน้าที่เข้มแข็งเฉพาะตอนตรวจแปลงเกษตรในประเทศ แต่กลับต้องลุ้นผลเมื่อสินค้าเดินทางมาถึงหน้าด่าน
ทางออกจึงต้องเริ่มจากการทำให้มาตรฐานเดียวกันเกิดผลจริง รัฐบาลควรเพิ่มขีดความสามารถของด่านอาหารและยา ทั้งบุคลากร งบประมาณ เครื่องมือตรวจวิเคราะห์ และห้องปฏิบัติการ โดยจัดลำดับความเสี่ยงจากประวัติการฝ่าฝืน ชนิดสินค้า สารเคมี และผู้ส่งออก พร้อมใช้ระบบกักสินค้าและตรวจผลก่อนปล่อยจำหน่ายในกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างจริงจัง หากพบการฝ่าฝืนต้องมีมาตรการปฏิเสธการนำเข้า ส่งกลับ หรือทำลายตามกฎหมาย พร้อมเปิดเผยผลตรวจและข้อมูลผู้ส่งออกในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการแสดงประเทศต้นกำเนิดให้ผู้บริโภครับทราบอย่างชัดเจน การขอใบรับรองผลตรวจจากประเทศต้นทางอาจใช้เป็นมาตรการเสริมสำหรับสินค้าและผู้ส่งออกที่มีความเสี่ยง แต่ต้องไม่ใช้แทนการตรวจสอบของไทย และต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกติกาการค้าระหว่างประเทศ
เรื่องนี้ไม่ใช่การเลือกข้างระหว่างเกษตรกรไทยกับสินค้านำเข้า แต่คือการเลือกข้างระหว่างอาหารปลอดภัยกับระบบที่ปล่อยให้ความเสี่ยงตกอยู่กับประชาชน เพราะไม่ว่าอาหารจะปลูกในประเทศไทยหรือเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลเพียงใด เมื่อวางอยู่บนโต๊ะอาหารคนไทยก็ต้องอยู่ภายใต้หลักประกันเดียวกัน รัฐไม่ควรเรียกร้องให้เกษตรกรในบ้านปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แล้วปล่อยให้การตรวจสินค้านอกบ้านเป็นเพียงเรื่องของโอกาสและจังหวะเวลา หากกฎหมายเข้มงวดกับผู้ผลิตไทยได้ ก็ต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะคัดกรองสินค้านำเข้าด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นประเทศอาจได้ชื่อว่ามีมาตรฐานอาหารที่เข้มงวดบนกระดาษ แต่ประชาชนยังต้องเสี่ยงกับมาตรฐานที่ไม่แน่นอนบนจานอาหารของตนเอง



