หน้าแรกINSIDE - INSIGHTระวัง...“กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”  ผ่าปม “ปิดชื่อ-ถือพฤติกรรม” กับมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้าน

ระวัง…“กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”  ผ่าปม “ปิดชื่อ-ถือพฤติกรรม” กับมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้าน

เผยแพร่

spot_img

                               มหากาพย์การทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4,500 ล้านบาท กำลังเดินเข้าสู่ตำรา “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเมื่อครบกำหนด 7 วัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขังเด็ดขาด โดยประกาศนโยบายชัดเจนให้ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญากับสังคมว่าจะ “ไม่มีมวยล้มต้มคนดู” ทว่าในมิติของการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาเชิงรุก การระดมหน่วยงานตรวจสอบถึง 6-7 องค์กรลงพื้นที่สับหลีกหน้าเสื่อ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดต่างๆ กลับสวนทางกับหลักปราบปรามหน้างาน เพราะหัวใจของการพิสูจน์คำมั่นสัญญานั้น ไม่ใช่การตั้งโต๊ะสอบสวนภาพรวมอันเนิ่นนานจนคนโกงไหวตัวทัน แต่คือการทยอยออกหมายจับและควบคุมตัวผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องทันทีจากพยานหลักฐานประจักษ์ที่มีอยู่แล้ว

                              เม็ดเงินมหาศาลกว่าสี่พันล้านบาทที่สะพัดอยู่ในขบวนการนี้ เกิดจากการเรียกเก็บหัวคิวจากผู้สมัครสอบในอัตราสูงถึงรายละ 300,000 ถึง 500,000 บาท แลกกับการการันตีผลสอบผ่าน 100% ซึ่งในทางสืบสวนสอบสวน เครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องมีกลไกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กลุ่มโมเดลลิ่งคนเดินเงินในพื้นที่  ข้าราชการ  ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระบบ IT ของสถาบันที่จัดสอบ เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลและทำการแก้ไขดัดแปลงคะแนนดิบจากน้อยให้กลายเป็นสอบได้   ซึ่งหลักฐานสำคัญเหล่านี้ทิ้งร่องรอยเอาไว้มากมาย ทั้งเส้นทางการเงินและข้อมูล Log File ในคอมพิวเตอร์

                           ข้อเท็จจริงที่หลบหนีไม่ได้ในคดีนี้  ที่พบก่อนแล้วคือพฤติการณ์ของอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่มีการเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครสอบรายละ 300,000 บาท เพียงพอในการดำเนินคดี ครั้นต่อมาคืนเงินให้แก่ผู้สมัครยิ่งเขม็งเกลียวว่ากระทำผิดแน่  ในทางปฏิบัติของการสอบสวนคดีอาญาทั่วไปเพียงพอที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของฐานความผิดแล้ว

ประตูแห่งคดีอาญาถูกเปิดออกทันทีอย่างไม่อาจหมุนเวลากลับ และนี่คือสารตั้งต้นชั้นเลิศที่พนักงานสอบสวนสามารถใช้เป็นแกนหลักในการสอบเค้นและขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องรายต่อไปได้ทันที 

                            ในภาคปฏิบัติของการทำคดีอาญา ยุทธวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของพนักงานสอบสวนคือ “การสืบสวนขยายผลจากการพบการกระทำความผิดที่ปรากฏชัดเจน” เพื่อเป็นหัวเจาะนำทางไปสู่ผู้กระทำความผิดรายอื่น ๆ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่มีผู้สมัครสอบจำนวนไม่น้อยกว่า 3,000 คน ยอมจ่ายเงินรวมกันจนเป็นมูลค่ามหาศาลเกือบห้าพันล้านบาท ย่อมหมายความว่าพนักงานสอบสวนมีบัญชีรายชื่อและกระดาษคำตอบของผู้สมัครเหล่านี้เป็นแผนที่นำทางอยู่แล้ว เมื่อการสืบสวนสอบสวน พบความผิดปกติของการแก้ไขคะแนนหรือเส้นทางการเงินโยงไปถึงใคร พนักงานสอบสวนตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบของฐานความผิด ก็ย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการจับกุมคุมขัง ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนโดมิโน่ โดยไม่ต้องรอให้เสร็จสิ้นการสอบของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้น

                          การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีแยกส่วนให้หลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด แม้จะดูเป็นการเอาจริงเอาจังเพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ที่มหาดไทยประกาศว่าจะ “ต้องสาวให้ถึงไอ้โม่ง” แต่อุปสรรคในทางปฏิบัติมักนำไปสู่ข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการทำงาน ซึ่งในที่สุดการอ้างว่ามีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีผู้สมัครสอบที่ต้องสอบปากคำเป็นพันราย หรือต้องใช้เวลาตรวจพิสูจน์เอกสารคะแนนในห้องมั่นคงอย่างละเอียด มักทำให้คดีลากยาวจนเข้าข่าย “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”    กลายเป็นปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนพยานหลักฐานถูกบิดเบือน ทั้งที่ในความเป็นจริง หากหันมาเน้นการเดินหน้าคดีอาญาควบคู่กับการจับกุมต่อเนื่องจากจุดอดีตปลัดจังหวัดและรายชื่อในกระดาษคำตอบ ย่อมจะกวาดล้างผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมากและถึงตัวบงการใหญ่ได้รวดเร็วกว่า

                            ในส่วนของการจัดการข้าราชการหรือผู้สมัครสอบที่ทุจริตและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้าทำงานไปแล้วนั้น กระบวนการทางกฎหมายปราบปรามการทุจริตได้วางช่องทางด่วนเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเมื่อพนักงานสอบสวนจับกุมคดีอาญาแล้วส่งสำนวนต่อให้คณะกรรมการ ปปช.ภายใน 30 วัน   เมื่อไต่สวนจนมีการชี้มูลความผิด สำนวนไต่สวนก็ถือว่าเป็นสำนวนวินัยที่จะให้ต้นสังกัดได้พิจารณาให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ได้ทันที พร้อมไปกับส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อในคดีอาญา แยกต่างหากจากบุคคลอื่น ๆ ที่กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

                           บทสรุปของมหากาพย์โกงเก้าอี้ท้องถิ่น 4,500 ล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่วงทำนองการแถลงข่าวที่ขึงขัง ดุดัน หรือความแน่นหนาพรั่งพร้อมเวรยาม รปภ.หน้าห้องมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเด็ดขาดและรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมายอาญานำทาง 

หากกระบวนการยุติธรรมเลือกเดินหน้าสืบสวนสอบสวนขยายผลและทำการจับกุมอย่างต่อเนื่องจากจุดอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ไล่ตรวจเอกสารคำตอบของผู้สมัครสอบทุกคนและผู้เข้าสอบตามบัญชีรายชื่อ  ย่อมสามารถสาวไปถึงตัวการผู้บงการระดับสูงและเคลียร์เนื้อร้ายออกจากระบบราชการได้อย่างรวดเร็ว 

                        การใช้หลักนิติธรรมที่เฉียบคม ทันเกม และไม่ปล่อยให้ขั้นตอนธุรการดึงเวลาจน “งาไหม้” ต่างหากที่จะเป็นหลักประกันความโปร่งใสและพิสูจน์ว่า นโยบาย “ปิดชื่อ-ถือพฤติกรรม”   ที่พูดอยู่บ่อยหนของเจ้ากระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นการปราบปรามเพื่อความถูกต้องจริงโดยไม่มีมวยล้ม หรือเป็นเพียงถ้อยคำหรูที่ปล่อยให้เวลากลบฝังความจริงไปในที่สุด

ข่าวล่าสุด

“ลูกไม้มหาดไทย” ระส่ำ – กระเพื่อมรอบทิศ ?  สั่นคลอนภาพลักษณ์ “ฮับการบิน-OECD” ท่ามกลางศึกคานอำนาจ 

จากความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ที่ลุกลามสู่การสั่งย้ายข้ามคืน ทั้งรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด สู่การทลายขบวนการสอบท้องถิ่นมูลค่า 4,500 ล้านบาท

ไซเบอร์-วอร์ สหรัฐฯ- ทลายคลาวด์อาณาจักรทุนเทากัมพูชา

ปฏิบัติการ "Operation Riptide" โดยกระทรวงยุติธรรม และเอฟบีไอ ของสหรัฐอเมริกา ในการเข้ายึดระบบบัญชีคลาวด์คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังของ Huione Group

รหัสลับ “อ-น ?“  อภิสิทธิ์ชนเหนือกฎการบิน “ความเกรงใจ”- เป็นสมบัติของผู้ดี

พฤติกรรมเช่นนี้ในมุมมองการบริหารจัดการยุคใหม่ มิใช่เพียงแค่การเอาเปรียบทางสังคมในระบบอุปถัมภ์ แต่กำลังเป็น “สารตั้งต้น” ที่บ่อนทำลายระบบรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนอย่างร้ายแรง

ธงชาติไทยปลิวไสว ณ กรุงปารีส

ฝรั่งเศส ประดับ ธงชาติไทย ทั่วกรุงปารีส สะท้อนมิตรไมตรี ฝรั่งเศส-ไทย จัดพิธีต้อนรับ “ในหลวง-พระราชินี”อย่างสมพระเกียรติ ด้วยขบวนรถม้า -146 ม้า เกียรติยศ

ข่าวอื่นๆ

“ลูกไม้มหาดไทย” ระส่ำ – กระเพื่อมรอบทิศ ?  สั่นคลอนภาพลักษณ์ “ฮับการบิน-OECD” ท่ามกลางศึกคานอำนาจ 

จากความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ที่ลุกลามสู่การสั่งย้ายข้ามคืน ทั้งรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด สู่การทลายขบวนการสอบท้องถิ่นมูลค่า 4,500 ล้านบาท

ไซเบอร์-วอร์ สหรัฐฯ- ทลายคลาวด์อาณาจักรทุนเทากัมพูชา

ปฏิบัติการ "Operation Riptide" โดยกระทรวงยุติธรรม และเอฟบีไอ ของสหรัฐอเมริกา ในการเข้ายึดระบบบัญชีคลาวด์คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังของ Huione Group

รหัสลับ “อ-น ?“  อภิสิทธิ์ชนเหนือกฎการบิน “ความเกรงใจ”- เป็นสมบัติของผู้ดี

พฤติกรรมเช่นนี้ในมุมมองการบริหารจัดการยุคใหม่ มิใช่เพียงแค่การเอาเปรียบทางสังคมในระบบอุปถัมภ์ แต่กำลังเป็น “สารตั้งต้น” ที่บ่อนทำลายระบบรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนอย่างร้ายแรง