หน้าแรกINSIDE - INSIGHTกรมอุตุ ฯ กับสูตร…มหาโบราณ ! “ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก” “เรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง”

กรมอุตุ ฯ กับสูตร…มหาโบราณ ! “ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก” “เรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง”

เผยแพร่

spot_img

เมื่อคำเตือนโบราณ ยังทำหน้าที่แทนการพยากรณ์ยุคใหม่

บทเรียนซ้ำจากภัยพิบัติ ชี้จุดอ่อนโครงสร้างกรมอุตุนิยมวิทยาไทย

                    ท่ามกลางโลกที่อากาศเปลี่ยนเร็วกว่าระบบราชการ

                   ”ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง และระวังดินโคลนถล่ม”

                    ถ้อยคำเหล่านี้ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ราวกับเป็นสูตรสำเร็จที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แม้สภาพอากาศ ภัยพิบัติ และโลก จะเปลี่ยนไปไกลกว่ายุคที่คำเตือนเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกแล้วก็ตาม

                   กรมอุตุนิยมวิทยา ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 และถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาที่เก่าแก่ของภูมิภาค

                   ตลอดเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ กรมฯ พึ่งพาเครื่องมือหลักอย่างสถานีตรวจอากาศภาคพื้น เรดาร์ ดาวเทียม และแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลายระบบถูกใช้งานต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน

และล้าสมัยไปตามกาลเวลา

                   แม้กระทั่งสถานีตรวจอากาศสำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน หรือแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต  ก็ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิมมาหลายสิบปี   ขณะที่รูปแบบฝน พายุ และน้ำหลาก เปลี่ยนไปอย่างซับซ้อน เฉพาะจุด และรุนแรงขึ้นกว่าที่ระบบเดิมถูกออกแบบไว้

                  ผลลัพธ์คือการพยากรณ์ที่ยังคงใช้ถ้อยคำกว้าง ครอบจักรวาล และ “ปลอดภัยเชิงเอกสารราชการ”

                 คำเตือนจำนวนมากไม่ระบุชัดว่า เหตุจะเกิดที่ใด เมื่อใด และรุนแรงเพียงใด   ประชาชนจึงรับรู้เพียง “ความเสี่ยงลอย ๆ” แต่ไม่สามารถใช้ข้อมูลนั้นเพื่อตัดสินใจเชิงปฏิบัติได้จริง

                ภาวะนี้ทำให้เกิดสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “เตือนจนไม่เชื่อ”

                คำเตือนยังออกมา…แต่ความเชื่อมั่นค่อย ๆ …หายไป !

                และทุกครั้งที่ภัยพิบัติรุนแรงเกิดขึ้น สังคมจึงเพิ่งตั้งคำถาม…หลังความเสียหายเกิดขึ้นแล้วเสมอ

                ในทางตรงกันข้าม  ทั่วโลกได้ยกระดับงานอุตุนิยมวิทยา

จาก “การเตือนเชิงเอกสาร” ไปสู่ การเตือนเชิงปฏิบัติการ (Actionable Warning)  กันแทบจะหมดแล้ว

                สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ (NOAA / National Weather Service) ที่ สหรัฐอเมริกา  ใช้เรดาร์ความละเอียดสูงร่วมกับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ มาทำงานในการพยากรณ์  แม้กระทั่งแอพพลิเคชั่นในอุปกรณ์มือถือก็มีเกลื่อนโลกให้ใช้

                ประกาศคำเตือนภัยพายุ น้ำท่วมฉับพลัน หรือทอร์นาโด จะระบุ พื้นที่ระดับชุมชน เวลาเป็นนาที และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

                ประชาชนรู้ได้ทันทีว่า ต้องอพยพหรือไม่ และ ต้องทำอะไรต่อ

               ที่ญี่ปุ่น มีหน่วยพัฒนาระบบเตือนภัยแบบเชื่อมโยงทั้งประเทศ  สามารถแจ้งเตือนแผ่นดินไหว พายุฝนหนัก หรือดินถล่ม ได้รวดเร็ว  จะปรากฏพร้อมกันบนโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ วิทยุ ป้ายดิจิทัล และระบบขนส่งสาธารณะ

               หลายกรณีสามารถเตือนได้ ก่อนแรงสั่นสะเทือนหรือฝนตกหนักจะมาถึงพื้นที่ไม่กี่สิบวินาทีถึงไม่กี่นาที   ซึ่งเพียงพอสำหรับการหลบภัยและลดการสูญเสียชีวิต

                ที่สหราชอาณาจักร   มีสำนักงานอุตุนิยมวิทยา (UK Met Office) ใช้ระบบเตือนภัยแบบ “Impact-based Forecast”    ซึ่งไม่เพียงบอกว่าฝนจะตกหนักหรือไม่  แต่บอกว่า จะกระทบการเดินทาง โรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร

                 ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นจึงตัดสินใจล่วงหน้าได้จริง

                กลับมาที่ประเทศไทย เมื่อฝนเริ่มตั้งเค้า  คำเตือนเดิมจะถูกคัดลอกมา แล้ววางรูปแบบเดิม และเผยแพร่อีกครั้ง  หากไม่เกิดเหตุ ก็ถือว่า “เตือนแล้ว”  หากเกิดเหตุ ก็ยิ่งยืนยันว่า “เตือนถูก”

                 ในระบบเช่นนี้ คำเตือนไม่จำเป็นต้องแม่น  ขอเพียงคุ้นหู และปลอดภัยต่อผู้เขียนประกาศก็เพียงพอ  เพราะแบบของคำเตือน เตรียมไว้ให้เวรยามทุกผลัดกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 

                 ส่วนความเสียหาย จะถูกนับย้อนหลัง หลังน้ำลดเสมอ

                  กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก

จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า  แต่เป็นสัญญาณเตือนถึง ความล้าหลังเชิงโครงสร้าง  เมื่อคำเตือนยังเหมือนเดิมทุกปี ขณะที่ภัยธรรมชาติรุนแรงและคาดเดายากขึ้นทุกครั้ง

                    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า  กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศมากเพียงใด  แต่คือ จะยอม “ยกเครื่อง” ทั้ง “เครื่องมือ” “วิธีคิด” ของผู้บริหาร  และผู้ใช้เครื่องก่อนที่ถ้อยคำเดิม ๆ  จะถูกนำมาใช้เขียนข่าวความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกกี่ครั้ง…..!

                   ไม่รู้เด็กไทยเมื่อครึ่งศตวรรตก่อน หรือคนชราในปัจจุบันจะทนฟัง  “น้ำท่วมฉับพลัน“ ”น้ำป่าไหลหลาก“ ”ระวังดินโคลนถล่ม“ ”เรือเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง…“ ไปอีกนานแค่ไหน !

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง