หน้าแรกINSIDE - INSIGHTครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

เผยแพร่

spot_img

เจาะลึกงบกลาง 1.2 แสนล้าน ปลุกกำลังซื้อ 4 เดือน ก่อนเผชิญหน้าผาทางการคลัง

                            ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรกของการเปิดระบบเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ได้กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ฟ้องถึงภาวะเงินตึงมือช็อตฝืนอย่างแสนสาหัสของเศรษฐกิจฐานรากและชนชั้นกลางในสังคมไทย 

                             ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวระดับมืดฟ้ามัวดินนี้ ในแง่การบริหารคลัง รัฐบาลไม่ได้ดึงเม็ดเงินมาจาก พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เพิ่งประกาศใช้แต่อย่างใด หากแต่เลือกสับสิทธิกระจายความเสี่ยงด้วยการควัก “งบกลาง” และการเตรียมโอนเปลี่ยนแปลงกรอบงบประมาณแผ่นดินปี 2569 วงเงินชัดๆ 120,000 ล้านบาท มาอัดฉีดอุดหนุนมาตรการร่วมจ่ายแก่ประชาชนทั่วไปจำนวน 30 ล้านสิทธิ ซึ่งแม้จะสามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้กระเตื้องขึ้นทันตาเห็นตลอดช่วง 4 เดือนนี้ ทว่าแรงส่งระยะสั้นดังกล่าวกลับทิ้งคำถามสำคัญในทางสากลว่า ประเทศจะรับมืออย่างไรกับภาวะ “หน้าผาทางการคลัง” ที่กำลังรออยู่ในเดือนตุลาคมทันทีที่มาตรการหมดอายุลง

                               กระแสการต้อนรับอันล้นหลามจนสิทธิคงเหลือวูบหายไปมากกว่า 2 ใน 3 ตั้งแต่ยังไม่ทันพ้นช่วงเที่ยงวัน สะท้อนว่าโครงการร่วมจ่ายที่รัฐช่วยสนับสนุน 60% สูงสุดไม่เกิน 4,000 บาทต่อคนตลอดโครงการนี้ เข้ามาตอบโจทย์ปัญหากำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรงได้อย่างถูกเวลา ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ มาตรการคู่อุดหนุนในรูปแบบที่จำกัดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท ถือเป็นกลไกที่ทรงประสิทธิภาพในการบังคับให้เม็ดเงินกระจายตัวลงสู่ร้านค้ารายย่อย ตลาดสด และพ่อค้าแม่ขายในชุมชนได้อย่างทั่วถึง โดยไม่ไหลลื่นเข้าไปกระจุกตัวอยู่ในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่หรือกลุ่มทุนยักษ์ผูกขาด เป็นการสร้างตัวคูณทวีทางการคลังระยะสั้นให้เกิดการหมุนเวียนของเงินหมุนรอบใหม่จากกระเป๋าของประชาชนผู้ร่วมจ่ายอีก 40% ซึ่งจะช่วยพยุงและหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจฐานรากในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

                              เมื่อพลิกดูรายละเอียดลึกไปถึงโครงสร้างที่มาของวงเงิน 1.2 แสนล้านบาทสำหรับรองรับ 30 ล้านสิทธินี้ ข้อมูลที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังระบุชัดว่า รัฐบาลเลือกแยกขาดโครงการนี้ออกจาก พรก.กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท โดยหันมาพึ่งพิงอำนาจบริหารงบประมาณรายจ่ายปกติแทนผ่านเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน และแผนการตัดเกลี่ยงบประมาณค้างท่อของกระทรวงต่างๆ มารวมศูนย์ไว้ที่กระทรวงการคลังในเดือนมิถุนายน การดำเนินการเช่นนี้หมายความว่าไม่ได้มีการสร้าง “เงินใหม่เอี่ยม”  เข้ามาเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจภาพรวม เป็นเพียงเทคนิคการบริหารบัญชีแผ่นดินด้วยการโยกงบประมาณจากส่วนที่เคยเป็นงบลงทุนเชิงโครงสร้างระยะยาวมาแปรสภาพเป็นเงินอุดหนุนเพื่อการบริโภคเฉพาะหน้าในระยะสั้นเท่านั้น

                                การบริหารจัดการคลังในลักษณะนี้ สะท้อนถึงการจัดสรรงบประมาณที่เน้นผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้นมากกว่าการวางรากฐานระยะยาว เปรียบเสมือนการนำงบประมาณที่ควรจะใช้ในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานหรือการลงทุนระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น มาแปรสภาพเป็นเงินอุดหนุนเพื่อการบริโภครายวัน   ซึ่งแม้จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนได้ในช่วงเวลา 4 เดือน แต่ในระยะยาว ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาหนี้สิน การขาดแคลนแหล่งทุนเพื่อการพัฒนา หรือความทรุดโทรมของภาคการผลิต ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข และอาจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อมาตรการช่วยเหลือสิ้นสุดลง

                             การเลือกแนวทางที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นเช่นนี้ จึงเป็นการสร้างความเสี่ยงทางการคลังและทิ้งโจทย์ความท้าทายขนาดใหญ่ให้ประเทศต้องเผชิญในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                            เหลียวมองบทเรียนในระดับสากล มาตรการลักษณะร่วมจ่ายหรือการแจกคูปองอุดหนุนชุมชนไม่ใช่เรื่องใหม่ โครงการ CDC Vouchers ของสิงคโปร์ หรือมาตรการกระตุ้นของไต้หวัน ต่างเคยนำแนวคิดนี้มาใช้พยุงกำลังซื้อของประชาชนอย่างได้ผล ทว่าความต่างที่สำคัญคือประเทศเหล่านั้นมักใช้กลไกนี้เป็นเพียง “เครื่องมือเสริม” ควบคู่ไปกับแผนปฏิรูปโครงสร้างรายได้และการจ้างงานที่ยั่งยืน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่ เช่น มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ ในยามวิกฤตมักเลือกใช้วิธีโอนเงินตรง  ล็อกเป้าหมายเฉพาะกลุ่มเปราะบางเพื่อป้องกันความบิดเบือนของกลไกตลาดและรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

                              นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า ทันทีที่โครงการ 4 เดือนสิ้นสุดลงและรัฐบาลจำเป็นต้องถอดท่ออกซิเจนช่วยจ่ายออกไป เศรษฐกิจฐานรากจะเผชิญหน้ากับภาวะ “หน้าผาทางการคลัง”  อย่างฉับพลัน เนื่องจากเงินเก็บออมส่วนตัวของประชาชนบางส่วนถูกควักออกมาร่วมจ่าย 40% ไปจนเกลี้ยงหน้าตักแล้ว สภาพคล่องในตลาดชุมชนที่เคยฟูฟ่องจะดิ่งวูบลงทันที ในขณะที่ปัจจัยลบเดิม ทั้งหนี้สินครัวเรือนที่สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ ต้นทุนราคาพลังงานที่ไม่เคยลดลงจริง และอัตราการจ้างงานที่ยังทรงตัว จะกลับมารุมเร้าปากท้องประชาชนพร้อมกันโดยไม่มีเกราะกำบังใดๆ หลงเหลืออยู่

                             ยอดลงทะเบียนทะลุกว่า 21 ล้านคนในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน จึงไม่ได้เป็นเพียงดัชนีชี้วัดความสำเร็จของแพลตฟอร์มรัฐบาลตามที่โฆษกทำเนียบฯ พยายามป่าวประกาศ   หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถึงอาการป่วยขั้นวิกฤตของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังเสพติดยาระงับปวดอย่างรุนแรง ตราบใดที่ภาครัฐยังคงเน้นการแก้ปัญหาแบบเบี้ยหัวแตกและขาดนโยบายเชิงปฏิรูปสร้างงานสร้างรายได้ที่แท้จริง 

                            แรงเหวี่ยงจากหน้าผาทางการคลังในปลายปีนี้ จะกลายเป็นความจริงอันเจ็บปวดว่า เงินแสนกว่าล้านบาทที่นำมาหมุนเวียนในระบบนั้น เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาตาดีใจชั่วคราว ที่สุดท้ายไม่อาจรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นจากความซบเซาในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

2569-05-26   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ข่าวอื่นๆ

คมดาบแห่ง “อำนาจ” บนคานงัด “ความเป็นธรรม !”   เมื่อคำสั่งต้องเดินตามกฎ แต่ผู้มีอำนาจต้องไม่ลืมว่า…ปลายทางคือประชาชน !

ในประวัติศาสตร์การปกครองของมนุษย์ “อำนาจ” (Power) ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับออกคำสั่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากคำสั่งนั้นด้วย

“สิงห์คลาสสิก” ปะทะ “สิงห์ดิจิทัล”   เมื่อสายบังคับบัญชา ปะทะโลกโซเชียล ปมร้อนนายอำเภอบ้านสร้าง

คำสั่งกรมการปกครองที่ให้นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical