หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวิกฤต "บัตรทอง"  หนี้เน่า 6 หมื่นล้าน !  สั่นคลอนระบบสาธารณสุข

วิกฤต “บัตรทอง”  หนี้เน่า 6 หมื่นล้าน !  สั่นคลอนระบบสาธารณสุข

เผยแพร่

spot_img

รูรั่วบริหารจัดการทำกองทุนส่อเค้า “ถังแตก” 

รัฐบาลใหม่เผชิญบททดสอบหินกลางสภาฯ

                            วงการสาธารณสุขไทยถึงคราวสั่นสะเทือน เมื่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร  9-10 เมษายน 2569 เปิดเผยตัวเลขหนี้ค้างชำระค่ายาและเวชภัณฑ์สะสมสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการงบประมาณ สปสช. ที่สวนทางกับต้นทุนจริง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ “อาการป่วย” ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสุขภาพประชาชน แต่เกิดจาก “สุขภาพทางการเงิน” ที่ย่ำแย่และการตรวจสอบที่ไร้ประสิทธิภาพ จนกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุใส่สวัสดิการพื้นฐานของรัฐ

                             การอภิปรายนโยบายรัฐบาลในสภาฯ ขณะนี้กลายเป็นเวทีชำแหละความล้มเหลวของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. เมื่อตัวเลขหนี้ค้างชำระสะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาทถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก

                            ฝ่ายค้านและ สว. ต่างรุมกระหน่ำว่ายอดเงินมหาศาลนี้คือดัชนีชี้วัดวิกฤตสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ หลายแห่งตกอยู่ในสภาวะ “ขาดทุนเรื้อรัง” จนไม่สามารถชำระค่ายาให้กับบริษัทยาเอกชนได้ตามกำหนด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                           ปัญหานี้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ประชาชนป่วยมากขึ้นจนควบคุมไม่ได้ เพราะกลไกการส่งเสริมสุขอนามัยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ “จำเลย” สำคัญคือช่องว่างระหว่างงบเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐจัดสรร กับต้นทุนการรักษาพยาบาลในโลกความเป็นจริงที่พุ่งสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ   

                          ทางการแพทย์  ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าระบบการตรวจสอบการเบิกจ่าย (Audit) แม้จะดูเข้มงวดในเชิงเอกสาร แต่กลับล้มเหลวในการสกัดกั้นการสูญเสียเงินงบประมาณในระดับโครงสร้าง ทำให้เม็ดเงินมหาศาลไหลออกไปโดยไม่สร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการบริการ

                          ในมิติของการบริหารจัดการ กระทรวงสาธารณสุขพยายามแก้ปัญหาแบบ “ประคองอาการ” มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการขอนุมัติงบกลางฉุกเฉินมาเติมในระบบ หรือการใช้กลไกยืมเงินระหว่างโรงพยาบาลในเครือข่ายสุขภาพ ทว่าแนวทางเหล่านี้เป็นเพียงการ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” ที่ไม่สามารถหยุดยอดหนี้สะสมที่พอกพูนขึ้นทุกวันได้ การตรวจสอบความถูกต้องในการใช้สิทธิบัตรทองยังคงมีรูรั่ว ส่งผลให้เกิดภาวะ “เงินหายแต่หนี้ยังอยู่” จนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลในระยะยาว

                           ทางออกที่กลุ่มนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขเสนอคือการ “สังคายนาระบบการเงิน” อย่างเร่งด่วน รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณจากแบบเหมาจ่ายรายหัว ไปสู่ระบบที่สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ มาใช้ในการตรวจสอบการเบิกจ่ายเชิงรุกเพื่อลดการทุจริตและการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน 

                          นอกจากนี้ การดึงงบประมาณจาก “ภาษีบาป” หรือการหารายได้เสริมจากแหล่งอื่นเข้ามาสมทบกองทุน คือทางเลือกที่รัฐบาลต้องตัดสินใจก่อนที่ระบบจะล้มละลาย

                        ในนโยบายที่รัฐบาลอภิปรายต่อสภาฯ แม้จะมีการชูประเด็น “30 บาทรักษาทุกที่ ทันที” เป็นจุดขายเพื่อซื้อใจประชาชน แต่กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า “หนี้ 6 หมื่นล้าน” จะถูกสะสางอย่างไร การขยายสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ในขณะที่หนี้เก่ายังไม่เคลียร์ จึงถูกมองว่าเป็นเพียงการขว้างงูไม่พ้นคอ และเป็นการสร้างภาระหนักอึ้งให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับศึกหนักทั้งจากปริมาณงานและวิกฤตการคลังที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน

                          ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลพึงตระหนักคือการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพระดับแสนล้าน ไม่อาจอาศัยเพียง “วาทกรรมเชิงนโยบาย” หรือ “ตัวเลขทางสถิติ” มาเป็นเกราะกำบังวิกฤตที่โรงพยาบาลทั่วประเทศกำลังเผชิญได้ เพราะหากกลไกการคลังยังคงปล่อยให้หนี้สะสม 6 หมื่นล้านบาท กลายเป็นเพียงตัวเลขที่ถูกละเลยในบัญชีภาครัฐ อีกไม่นานระบบหลักประกันสุขภาพที่เคยเป็นต้นแบบของโลก อาจแปรสภาพเป็นเพียง “โครงการในนามที่ขาดไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการบริการ” เนื่องด้วยภาวะล้มละลายทางงบประมาณ 

                       ความล่าช้าในการตัดสินใจสะสางปัญหาวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเลื่อนเวลาการชำระหนี้ แต่คือการวางเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นของทั้งระบบสาธารณสุข ซึ่งหากปล่อยให้พังทลายลง ย่อมยากที่นโยบายประชานิยมใดจะกอบกู้กลับคืนมาได้ทันท่วงที สปอร์ตไลท์ในสภาฯ กำลังจับจ้องว่า รัฐบาลจะหยุดรอยร้าวนี้ด้วยการลงมือทำจริง หรือจะรอให้หม้อข้าวใบใหญ่ต้องแตกสลายลงเสียก่อนจึงค่อยขยับตัว

2569-04-11   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ครบรอบ 120 ปี ชาตกาล พุทธทาสภิกขุ

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นวาระอันประเสริฐและทรงความหมายยิ่งสำหรับพระพุทธศาสนาและสังคมโลก เนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี วันชาตกาล ของ พระธรรมโกศาจารย์ หรือ พุทธทาสภิกขุ

ข่าวอื่นๆ

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ศึกศรัทธา 2 ขั้ว “สายวัด“ VS   ”สายวัง”  คลื่นใต้น้ำวงการพระเครื่อง เดิมพันนับแสนล้าน

การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การโต้เถียงเรื่องความแท้-เก๊ในแผงพระทั่วไป หากแต่เป็นสงครามช่วงชิง “ความชอบธรรม” ในการกำหนดทิศทางมูลค่าทรัพย์สินที่ขับเคลื่อนด้วยแรงศรัทธา